วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564

THE CARPADEMP : จงมองหาโอกาสในทุกปัญหา

THE CARPADEMP : จงมองหาโอกาสในทุกปัญหา: แน่นอนครับชีวิตของเรานั้น  ไม่มีใครไม่เคยพบเจอกับปัญหา  ทุกคนต่างมีปัญหาและมีวิธีการจัดการกับปัญหาที่แตกต่างกันออกไป  บ้างถูก  บ้างผิด  ตามแ...

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

อเล็กซานเดอร์ รอฟท์

เป็นธรรมดาของคนต้องการซื้อบ้าน  ที่มักให้ความสำคัญในการเลือกทำเลและพิถึพิถันในการตกแต่งเพื่อให้บ้านหรือที่พักพิงหลักของชีวิตมีความอบอุ่นมากที่สุดสมกับน้ำพักน้ำแรงที่หามาได้ทั้งชีวิต  ความเชื่อนี้ไม่ต่างอะไรกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของการซื้อบ้านตกแต่งบ้านของ อเล็กซานเดอร์ รอฟทื มหาเศรษฐีค้าปุ๋ยสัญชาติยูเครน  ซึ่งทุ่มเทงบประมาณไม่จำกัด  และความพยายามในการเฟ้นหาช่างฝีมือชั้นยอด  มาเนรมิตบ้านในฝันให้กลายเป็นจริงขึ้นมา

เพราะบ้านคือทุกสิ่ง  คำพูดนี้เองทำให้รอฟท์ ยอมควัเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ในแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์ก  มูลค่า 34 ล้านเหรียญสหรัฐ  และกว่าที่จะได้บ้านบนทำเลทองหลังนี้มาคลอง รอฟท์ ต้องขับเคี่ยวแย่งชิงคู่แข่งคนอื่นๆ  ก่อนที่จะถุกทางการนำไปประมูล  ซึ่งไม่แน่ว่าราคาของบ้านอาจจะพุ่งสูงกว่านี้

เมื่อได้บ้านหลังนี้ครองแล้ว  เจ้าของใหม่ก็เเสดงอาการเห่อไม่น้อย  โดยสั่งว่าจ้างให้ช่างฝีมือดีสถาปนิกเกรดเอเข้ามาออกแบบและตกแต่ภายในบ้าน  ความต้องการของรอฟท์  ก็คือการสร้างบ้านให้มีสไตล์จักพรรดิมากที่สุด  เพื่อให้อารมณ์เหมือนกับราชวัง  ซึ่งประดับด้วยเครื่องเรือนอันสวยงาม  ซึ่งเป็นความสุขทางใจที่มาเติมเต็มชีวิตของ รอฟท์ หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน

การทำงานในฐานะนักธุรกิจย่อมเต็มไปด้วยความเครียด  แต่ก็คงไม่เท่ากับช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิตการทำงานทั้งหมดของพ่อค้าปุ๋ยรายใหญ่ของโลก  หรือประธานบริหาร บริษัท IBE Trading Corp เพราะบริษัทที่เขาก่อตั้งมานั้นเกิจมาจากน้ำพัก น้ำแรงของรอฟท์ เพียงคนเดียว ไม่ได้อาศัยบารมีพ่อแม่ในการแจ้งเกิดแต่อย่างใด

ด้วยความที่เป็นเด็กฉลาดและรักเรียน  ทำให้ว่าที่เศรษฐียูเครนสามารถสอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโลฟฟ์  ในประเทศยูเครน  พร้อมกับคว้าปริญญาเอกจากสาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศได้สำเร็จ  จากนั้นก็ย้ายตัวเองไปทำงานในรีสอร์ตหรูที่ฮังการีระยะหนึ่งแล้วก็ย้ายถิ่นมาอยู่ที่สหรัฐอย่างถาวร  ซึ่งตอนนั้นเขาก็ยังทำงานในร้านของลูกพี่ลุกน้องซึ่งขายเครื่องประดับ  หลังจากนั้นก็แบ่งเวลาไปเป็นเซลส์แมนขายปุ๋ย  จนจับทางได้ว่าการค้าปุ๋ยนั้น  จะทำให้เขากลายเป็นนักธุรกิจและเป็นผู้บริหารสูงสุดขึ้นมาได้  ด้วยเหตุนี้ รอฟท์ จึงมุ่งหน้ามาทำธุรกิจค้าปุ๋ยอย่างเต็มตัว

กิจการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ รอฟท์มีทุนรอนเหลือเฟือที่ซื้อโรงงานในยูเครนและรัสเซีย   จนทำให้ทุกวันนี้  บริษัทภายใต้การบริหารของเขากลายเป็นบริษัทค้าปุ๋ยรายใหญ่  อันดับต้นๆ ของโลก ครอบครองแอมโมเนีย 12 %  ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักในการทำปุ๋ยกว่า 12 %  จากสัดส่วนของทั่วโลกทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินกว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐไว้ครอบครอง

ฐานะที่ร่ำรวยขึ้นจึงไม่น่าแปลก  ที่รอฟท์ จะปรนเปรอตัวเองด้วยการสร้างบ้านให้สวยงามดุจดั่งกับวัง  แต่น่าแปลกที่ว่าถึงจะมีเงินล้มมือเศรษฐีผู้นี้ก็ไม่เคยคิดจะซื้อหุ้นหรือลงทุนในด้านอื่น  เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตัวเองเลย  แต่กลับใช้เงินส่วนหนึ่งในการกว้านซื้อที่ดินทำเลทอง  โดยเฉพาะที่รวมผู้คนจากทั่วโลกมาไว้เป็นหนึ่งเดียว

เหตุผลหลักในการซื้อบ้านถึง 35 หลังด้วย เงินสด และตกแต่งพร้อมอยู่ก็เพื่อเป็นการเก็งกำไนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่นับวันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับขนาดและทำเลของบ้านที่ชื่อว่า Solean Mansion  ใจกลางแมนฮัตตันนี้มีความกว้างถึง 11,400  ตารางฟุต กำแพงในแต่ละห้องจะถูกตกแต่งด้วยใบไม้  ซึ่งเกิดจากการแกะสลักด้วยมือและแต่ละใบก็ทำมาจากทองคำบริสุทธิ์  ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย  เช่น ประตูและหน้าต่างของบ้านหลังนี้ต้องหุ้มด้วยกระจกกันกระสุนทั้ังหมด  เพื่อป้องกันภัยจากผู้บุกรุก  และเพื่อความแข็งแรงให้กับทุกๆชั้นภายในคอนกรีตจะมีเหล็กประกบกันเป็นแซนด์วิชอยู่ระหว่างหินด้วย  ส่วนในห้องนอนจะมีเตียงนอนซึ่งเป็นเตียงตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 พร้อมกับห้องน้ำสุดแสนอลังการทั้งหมด 12 ห้อง  พ่วงด้วยอ่างล้างหน้าทองคำ ใช้เวลาในการตกแต่งนานกว่า 4 ปี มูลค่าเฉพาะการตกแต่งทั้งหมด 18 ล้านเหรียญสหรัฐ

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

อันเดรส โฮลช์ โปฟเซน


เดนมาร์กอาจเป็นประเทศที่ไม่มีข่าวคราวหวือหวา เพราะประชาชนอยู่กันอย่างสงบสันติ  แต่ในด้านธุรกิจแล้ว ประเทศนี้ก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน หนึ่งในกลุ่มนักธุรกิจที่เป็นหน้าเป็นตาของเดนมาร์ก คงไม่พ้นโฮลซ์ โปฟเซน ตระกูลใหญ่ที่ได้วางรากฐานกิจการเสื้อผ้าเงินล้านมากว่า 35 ปี

แม้ปัจจุบันผู้ก่อตั้งบริษัท Bestseller จะไม่ได้บริหารงานแล้ว และผลัดใบมอบกิจการทั้งหมดให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่าง อันเดรส โฮลซ์ โปฟเซน กิจการของตระกูลนี้ก็ยังคงทำกำไรต่อเนื่องทั้งในยุโรปและเอเชีย  ความบาดหมางกันภายในครอบครัวทำให้พ่อแม่ตัดสินใจมอบการถือครองบริษัททั้งหมด 100 % ให้กับ อันเดรส โดยเล็งเห็นศักยภาพของลูกชายคนนี้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเบอร์ลินแล้ว ว่าลูกชายคนโตจะเป็นฮีโร่ที่จะสามารถนำพากิจการให้ต่อยอดไปได้ในภายภาคหน้า

อันเดรส  สามารถพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นได้ถึงฝีมือการบริหาร  ด้วยการสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้น พร้อมกับกระจายแบรนด์สินค้าที่มีมากถึง 10 แบรนด์ ไปยังท้องตลาดต่างๆ  ทั่วโลก  ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลางหรือตลาดใหญ่อย่างจีน  ที่อันเดรส วางแผนไว้ว่าจะไปเปิดสาขาทั้งหมด 5 พันแห่ง เพื่อเป็นผู้ประกอบการขายเสื้อผ้ารายใหญ่ให้ได้

จุดเริ่มต้นของบริษัท Bestseller นั้นมีที่มาจากคุณพ่อและคุณแม่โดยเมื่อปี 1975 ตระกูลโฮลซ์ โปฟเซน  เริ่มปูทางธุรกิจเสื้อผ้าที่เน้นไปทางฝั่งของสตรีในเมืองริงโกบิง  จากนั้นทั้งคู่ก็เพิ่มเสื้อผ้าเด็กและเสื้อผ้าผู้ชายซึ่งวางจำหน่ายในเดนมาร์กและขยายตลาดไปทางยุโรป ด้วยการออกแบบที่สวยงาม วัสดุที่มีคุณภาพ และอยู่ในราคาที่เอื้อมถึง  ทำให้บริษัท Bestseller กลายเป็นผู้ค้าปลีก-ส่งเสื้อผ้ารายใหญ่อันดับต้นๆ ของยุโรป

ปัจจุบันบริษัท Bestseller มีสาขาและแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอย่าง Jack  & Jones และ Exit วางจำหน่ายใน 43 ประเทศทั่วโลก  อีกทั้งยังเปิดบริการให้สั่งซื้อทางออนไลน์อีกทางหนึ่งทั้งนี้ นิตยสารฟอร์บส์ได้ประเมินทรัพย์สินอย่างคร่าวๆ ของอันเดรส ไว้ที่ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ  และบรรจุให้เขาอยู่ในทำเนียบคนรวยอายุน้อยหน้าใหม่ซึ่งเพิ่งประกาศไปไม่นานนี้

อย่างไรก็ดี ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ อันเดรส ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ลุ่มๆ ดอนๆ อยู่เป็นระยะ  โดยค่าแรงที่เพิ่มขึ้นบวกกับกำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอย  ทำให้ต้องขยายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีแรงงานค่าแรงขั้นต่ำอย่างอินเดียและบังกลาเทศโดยในช่วงปีที่ผ่านมา  อันเดรส ยังต้องรับมือกับข่าวคราวที่ถาโถมเข้ามา เมื่อโรงงานผลิตเสื้อผ้าในบังกลาเทศเกิดถล่ม  จนมียอดผู้เสียชีวิตทะลุ 1 พันคน

ปัญหานี้เองที่ทำให้ผู้ค้าเสื้อผ้ารายใหญ่ในฝั่งยุโรปตื่นตัวกันมาก  และพร้อมให้ความร่วมมือในการเซ็นร่างกฎหมายแรงงาน เพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับลูกจ้างรายได้น้อย  เพื่อเติบโตอย่างมั่นคงและมีภาวะที่ดี ไปพร้อมๆกับนายจ้างพันล้านของพวกเขา

มัตเตโอ อาคิลลี


แม้วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำในกลุ่มประเทศยุโรป  จะไม่ค่อยได้รับการพูดถึงมากเท่ากับเมื่อหลายปีก่อน แต่ในความเป็นจริง หลายประเทศในแถบนี้อย่างอิตาลี ก็ยังไม่พ้นกับภาวะไร้งานไร้เงิน  หน่วยงานด้านสุขภาพของทางการยอมรับว่า  ขณะนี้ปัญหาข้าวยากหมากแพงเหมือนศัตรูที่ส่งอาวุธให้ชาวอิตาลีฆ่าตัวตายประกอบกับข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2013 ที่ชี้ว่า  คนหนี้ปัญหาการเงินด้วยการอัตวินิบาตกรรมมากขึ้นกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 40%

แต่ด้วยสภาวะที่ยากลำบากเช่นนั่นเอง  ที่ทำให้ตอนนี้มัตเตโอ อาคิลลี นักศึกษาหนุ่มวัน 21 ปี  จากมหาวิทยาลัยบอคโคนี่ในเมืองมิลาน  เป็นที่ฮือฮาอย่างมากในอิตาลี และกำลังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะผู้สร้างเวปโซเซียลเน็ตเวิร์กที่จับคู่คนหางานกับคนจ้างงานในชื่อ Egomnia จนได้รับฉายาว่าเป็น "มาร์ก" ซักเคอร์เบิร์กแห่งอิตาลี

อาคิลลี  เริ่มพัฒนาเว็บกามเทพแห่งการทำงานเมื่อ 2 ปีที่แล้วโดยมองเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้คนตกงานส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่เจองานที่ตรงกับความสามารถของตัวเอง  รวมถึงตัวเจ้าของกิจการเองก็ไม่เจอพนักงานที่เหมาะสมกับงานที่มี  จึงใช้โปรแกรมอังกอริทึมซึ่งจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลได้มาจุบคู่อุปสงค์อุปทาน

เริ่มจากเมื่อผู้หางานลงทะเบียนและส่งข้อมูลคุณสมบัติของตัวเองเข้ามาใน Egomnia  ตัวเวปจะประมวลผลจับคู่เข้ากับงานที่บริษัทห้างร้านให้ไว้ในฐานข้อมูล ความพิเศษยังอยู่ที่บรรดาผู้หางานสามารถเป็นเพื่อนได้เหมือนเว็ปสังคมออนไลน์ทั่วไป  แต่ข้อมูลสมัครงานจะแยกเป็นส่วนตัวให้เฉพาะบรรดาว่าาที่นายจ้างเห็นได้เท่านั้น

องค์กรต่างๆ ยังสามารถพิมพ์คุณสมบัติเฉพาะที่ต้องการเพื่อค้นหาผู้หางานในเว็ปได้เองด้วย  ปัจจุบันจึงมีคนหางานมากกว่า 1 แสนคน และมากกว่า 600 แห่ง ลงทะเบียนในพื้นที่แห่งนี้ นับตั้งแต่เปิดตัวให้ใช้งานแบบทดลองเมือ่ต้นปีที่แล้ว  โดยไม่เคยโฆษณาประชาสัมพันธ์เว้ปในที่ใดทั้งสิ้น  ที่น่าทึ่งกว่านั่นก็คือ  อาคิลลี สร้างเว็บดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว  กับคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง โดยไม่มีเงินทุนตั้งต้นใดๆ  แต่สร้างรายได้ในปี 2013 ได้แล้วกว่า 5 แสนเหรียญสหรัฐ  พร้อมกับเตรียมขยายให้สามารถใช้งานได้ในบราซิล  สหรัฐ  และอังกฤษ รวมถึงรองรับ 6 ภาษา  และกลายเป็นฐานข้อมูลพนักงานของหลายองค์กรใหญ่  ที่ติดใจให้ อาคิลลี ปฎิรุประบบฝ่ายบุคคลทั้งระบบอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เฟรเซอร์ โดเเฮอร์ตี้


ปกติวัยรุ่นส่วนใหญ่มักชอบใช้ชีวิตอยู่กับแก็ดเจ็ทล้ำสมัย  หรือเเชทกับเพื่อนในโลกออนไลน์  แต่หนุ่มหล่อชาวสกอตที่ชื่อว่า เฟรเซอร์ โดแฮอร์ตี้  กลับใช้เวลาว่างในห้องครัว  เรียนรู้เคล็บลับการทำอาหารจากคุณย่า  จนนำมาปรับสูตรให้เข้ากับเทรนด์การรักสุขภาพของคนเมืองสมัยใหม่มากขึ้น  สร้างรายได้เข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ

หนุ่มน้อยในวัย 14 ปี  รู้สึกติดใจฝีมือการทำแยมผลไม้ของคุณย่า ด้วยความที่นึกสนุกอยากลองทำด้วยตัวเองจึงขอให้คุณย่าถ่ายทอดเสน่ห์ปลายจวักให้  ซึ่งเจ้าของสูตรก็ใจดียอมสอนให้ด้วยความเต็มใจ  ครั้นพอทำเป็นแล้วหนุ่มช่างคิดก็มานั่งนึกว่าคนอื่นก็น่าจะติดใจแยมของคุณย่าเหมือนตัวเอง  เลยตัดสินใจลองทำไปขายเพื่อหาเงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ

โดเฮอร์ตี้  เริ่มนำแยมฝีมือตัวเองไปขายให้กับเพื่อนบ้านในเมืองเอดินเบิร์กก่อน  ตามมาด้วยการวางขายในร้ายขายของชำ  ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี  ทั้งยังได้รับความสนใจจากสื่อท้องถิ่นเมืองบ้านเกิดนำผลิตภัณฑ์โฮมเมดของเขาไปตีพิมพ์  หลังขากมีคนเห็นสินค้ามากขึ้น  ยอดออร์เดอร์จากบรรดาร้านรวงต่างก็เข้ามาไม่หยุด  แต่ละสัปดาห์ต้องผลิตแยมเป็นพันๆขวด  โดยยึดห้องครัวที่บ้านเป็นโรงงาน

พอมาถึงจุดที่ต้องเพิ่มการผลิตมากขึ้น  พื้นที่ห้องครัวเริ่มเล็กเกินไป  เขาจึงเริ่มนึกถึงการขยับขยายกิจการ  แต่ก่อนจะเริ่มไปสู่บันไดอีกขั้น  เขาได้ศึกษาตลาดโดยพบว่า  เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง  ประกับกับคนอังกฤษไม่ค่อยนิยมซื้อแยมนัก  เนื่องจากมีน้ำตาลเยอะ  ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ  หนุ่มเจ้าความคิดจึงปรับสูตรแยมคุณย่าด้วยการตัดน้ำตาลออกไป  แล้วหันมาใช้เนื้อผลไม้ 100 %  และน้ำผลไม้ซึ่งมีความหวานจากธรรมชาติแทนเพื่อจะได้ตอบโจทย์ความต้องการและเป็นทางเลือกใหม่ของลูกค้า

สเต็ปต่อมา คือการหาโรงงานรองรับออร์เดอร์ที่เพิ่มขึ้น  แต่ด้วยความที่ยังเป็นวัยรุ่นเงินยังไม่พอ  ประสบการณ์ก็ยังไม่มี  การสร้างโรงงานเองจึงเป็นเรื่องยากมาก  พ่อค้าแยมหน้าหล่อจึงหาบริษัทที่ผลิตแยมอยู่แล้วเพื่อมารับจ้างผลิตแยมให้เขา  พร้อมก้ับหาช่องทางนำสินค้าไปวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต

ความท้าทายใหญ่คือการโน้มน้าวให้ซูเปอร์มาร์เก็ตยอมรับแยมเพื่อสุขภาพไปวางจำหน่าย  บนชั้นวางผลิตภัณฑ์  เขานำแยมไปเสนอขายให้กับ เวทโรส ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของอังกฤษ  ปรากฎว่าถถูกปฎิเสธกลับมา  เพราะฉลากสินค้ายังไม่สะดุดตาและต้นทุนการผลิตสูงเกินไป  แต่หนุ่มสกอตยังไม่ท้อ  นำคำแนะนำของเจ้าหน้าที่แผนกรับซื้อแยมมาปฏิบัติ  ปรับแผนการดำเนินงานให้ง่ายขึ้น  เปลี่ยนโรงงานรับผลิต  แล้วกลับไปเสนอกับห้างเดิมอีกครั้ง  ความพยายามคราวนี้ไม่สูญเปล่า  เวทโรสยกนิ้วให้กับแบรนด์ Super Jam โฉมใหม่  และมีการเปิดตัวขายผลิตภัณฑ์ในเมืองเอดินเบิร์กอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน มี.ค. 2007

เพียงวันแรกที่เปิดตัว Super Jam ขายได้ถึง 1,500 ขวด  ซึ่งมากกว่าจำนวนที่ห้างเวทโรสขายได้รวมกันทั้งเดือน  จนทางห้างเองก็แปลกใจกับปรากฏการณ์ขายดีแบบเทน้ำเทท่านี้เช่นกัน  ด้วยจำนวนการขายที่น่าพอใจ  ส่งผลให้ทางห้างเทสโก้รีบติดต่อ  โดเฮอร์ตี้ เพื่อสั่งแยมไปวางขายบ้าง  จนตอนนี้ห้างค้าปลีกใหญ่ทุกห้างมี Super Jam ไปวางขายอยู่บนชั้นวางสินค้าอย่างแพร่หลายกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก

นอกจากปริมาณการขายทั่วโลกนับล้านขวดแล้ว  สิ่งที่การันตีความสำเร็จของหนุ่มสกอตจากเมืองเอดินเบิร์กได้ดีอีกอย่างหนึ่งคือ รางวัลต่างๆ นับตั้งแต่เริ่มทำแยมโฮมเมดสูตรคุณย่าเป็นต้นมา  เขาได้รับรางวัลมากกว่า 20 รางวัล อาทิ รางวัล Global Student Entrepreneur Of the Year 2007 ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลกสำหรับบุคคลที่เริ่มธุรกิจขณะยังเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี

หวงหนูป่อ

แม้ไทคูนหรือเศรษฐีแดนมังกรจะมีมากมาย และเพิ่มขึ้นทุกวัน  แต่หากจะกล่าวถึงผู้ที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะจนเป็นที่จดจำ หวงหนูป่อ คือหนึ่งในนั้น  ด้วยเพราะเจ้าของและผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์  Zhongkug Group วัย 58 ปี  ไม่เพียงแต่มีแนวคิดทางธุรกิจที่ไม่เหมือนใคร  แต่ยังมีงานอดิเรกที่ไม่ธรรมดา  นั่นคือความสามารถด้านบทกวี  โดยได้สร้างสรรค์ผลงานและตีพิมพ์จำหน่าย  รวมถึงมีสำนักพิมพ์ต่างชาติซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลหลายภาษาอาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศษ เยอรมนี ญี่ปุ่น มองโกล และตุรกี จนเป็นที่มาของฉายาเจ้าสัวจอมกวี

หากจะกล่าวไปแล้ว กิจกรรมยามว่างของ หวง หยั่งรากลึกในตัวเขายิ่งกว่าทักษะด้านธุรกิจก็ว่าได้  เพราะเจ้าตัวมีความสนใจด้านภาษาและวรรณกรรมตั้งแต่เด็ก  จนถึงระดับมหาวิทยาลัยก็เลือกศึกษาในคณะวรรณกรรมจีนของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง  แต่เริ่มแต่งบทกวีอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมปลายบางส่วนได้รับการเผยแพร่ด้วย อาทิ "อย่ารักฉันอีก"  (Do not love me again) สลับกับเรื่องสั้น  โดยจะใช้นามแฝงว่า หลัวหยิน ในผลงานของตัวเองทั้งหมด

อย่างไรก็ดี  งานศิลป์ที่สร้างชื่อเสียงครั้งใหญ่ให้กับหวงที่สุด กลับไม่เกี่ยวกับตัวอักษร แต่เป็นการชุบชีวิตหมู่บ้านมรดกโลก "หงชุน"  ในมณฑลอันฮุยซึ่งเริ่มในปี 1996 หลังก่อตั้งบริษัทจงคุณ (Zhongkun) 1 ปี หวง เดินทางไปเยี่ยมเพื่อนซึ่งเป็นรองผู้ว่าเมืองหยี่และได้เยี่ยมชมหมู่บ้านแห่งนี้

นักธุรกิจเจ้าบทเจ้ากลอน เผยว่า  เมื่อได้เห็นชุมชนก็ตกหลุมรักในสถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่า 800 ปีทันที  เพราะยังคงเหลือสภาพให้คนรุ่นใหม่ได้ชื่นชม ทว่า ภายใต้ความงามก็แลเห็นภัยเงียบที่คุกคามหมู่บ้านซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอันฮุย  ทั้งการจัดการนักท่องเที่ยว  โบราณสถานที่ไม่มีระบบดูแลสถานที่ซากสกปรกของคนที่มาทิ้งไว้  ทั้งที่นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้มากนัก เนื่องจากถนนหนทางของหมู่บ้านอันห่างไกลแห่งนี้ไม่ค่อยอำนวยต่อการสัญจร

แต่แทนที่จะรู้สึกผิดหวัง หวง กลับสร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนและคนในพื้นที่ ด้วยการขอซื้อที่ดินบางส่วนของหงซุน เพื่อก่อตั้งสำนักงานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง  พร้อมกับเสนอความคิดและทุนทรัพย์บูรณะโบราณสถานแห่งนี้  โดยหลังจากที่ได้รับอนุมััติ  ทุกคนยังต้องทึ่งอีกในวิธีการซ่อมแซ่มที่เป็นงานละเอียดมาก  เพราะทุกจุดต้องแก้ไขต่อเติม หวง สั่งให้ใช้วัสดุที่ใกล้เคียงกับของเก่าแก่ที่เสียไปอาทิ  ไม้ที่ผุผังก็ต้องแทนด้วยไม้อายุเก่าแก่ที่หาได้เฉพาะในป่าลึกเท่านั้น  ซึ่งการฟื้นชีวิตสถานที่ใช้เวลานานหลายปี  ท่ามกลางความสงสัยของผู้คนที่ทราบข่าว

กระทั่งหลังจากเสร็จเรียบร้อย  และหมูบ้านเปิดให้ทุกคนเข้าเยี่ยมชมได้อีกครั้ง  ทุกคนจึงค่อยๆ เข้าใจในวัตถุประสงค์ของเขา  จากความแตกต่างแบบพลิกหน้ามือ  โดยผู้คนให้ความสนใจเยี่ยมชมหงชุนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน  เพิ่มรายได้การท่องเที่ยวหลายเท่าตัว  ขณะเดียวกันการจัดการโบราณสถานก็ได้รับการปรับปรุงใหม่  มรดกทางประวัติศาสตร์แดนมังกรจึงกลับสู่สภาพดีพร้อม กับปลูกฝั่งแนวทางการท่องเที่ยวที่ถนอมสถานที่ ที่สุด หวง จึงได้สิทธิ์ดูแลหมู่บ้านอย่างชอบธรรม  แม้ว่าหงชุนจะยกฐานะเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2000 และส่งผลให้บริษัท Zhongkun กลายเป็นเอกชนเพียงแห่งเดียวของจีนที่ดูแลโบราณสถานโดยปริยาย

อานิสงส์ของการบูรณะครั้งนี้  ทำให้หงชุนมีชื่อเสียงข้ามคืนในผลงานพลิกพื้นแผ่นดินเพิ่มมูลค่าสถานที่ และได้รับมอบหมาย ให้เข้าจัดการกับพื้นที่อีกหลายแห่ง  รวมถึงในไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังมากในช่วงปี 2011  นอกจากงานศิลป์แล้ว หวง ยังเป็นนักปีนเขามืออาชีพ  และเป็นนักธุรกิจจีนคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ถึง 3 ครั้ง

โดยนอกจากความสุขทางใจไทคูนคนดัง  เผยว่า  กิจกรรมทั้งสองอย่างสอนให้เขาเข้าใจโลกในมุมที่แตกต่างกัน  แง่ของความสงบจากการร่ายบทกวีที่เป็นวิธีระบายอารมณ์  และช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้  ขณะที่การปีนเขาเหมือนพลัดเปลี่ยนความคิดและจิตวิญญาน  และปลุกความกล้าฝ่าฟันอุปสรรคในตัวของเขาขึ้นมา  ซึ่งทั้งหมดเป็นผลดีต่อการดำเนินชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานทั้งสิ้น

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พอล ลินด์ลีย์


ด้วยอาชีพผู้ทำงานเบื้องหลังรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก  พอล  ลินด์ลีย์จึงได้รับข้อมูลข่าวสารและอยู่สถานการณ์เกี่ยวกับเด็กเสมอ  ซึ่งเรื่องหนึ่งที่เขาตระหนักอยู่ตลอดเวลาและเป็นอย่างเดียวกับที่คนทั่วโลกรับทราบคือ  โภชนาการและอาหารของอังกฤษมีคุณภาพต่ำลง  และคนรุ่นใหม่ของที่นี้กำลังป่วยเป็นโรงอ้วนและมีความผิดปกติทางการกินมากขึ้น

กระทั่งเมื่อเขามีลูกคนเเรก  ปัญหาดังกล่าวก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น  แต่ระยะเวลาที่ผ่านไปอาหารในแบบที่พ่อแม่ส่วนใหญ่รวมถึงเขาต้องการ  มีคุณค่าทางสารอาหารครบ รสชาติอร่อย  เหมาะสำหรับเด็ก และทำมาจากส่วนผสมธรรมชาติที่ปลอดภัยก็ยังไม่แพร่หลายทั้งยังมีราคาแพง  ผู้จัดการอาวุโสของรายการโทรทัศน์จึงตัดสินใจลงมือทำเอง  ถึงขั้นลงทุนลาออกจากตำแหน่งสูงที่มีค่าตอบแทนมหาศาล  เพื่อมาเริ่มต้นทำสิ่งที่คิดเอาไว้ให้เป็นจริง

ช่วงปีแรก ลินด์ลีย์ หาข้อมูลและศึกษางานเกี่ยวกับอาหารด้วยตัวเอง  เพื่อกำหนดเป้าหมายและขอบข่ายของอาหารที่อยากทำก่อนร่วมือกับฝ่ายอาหารและวิทยาศาสตร์  โภชนาการของมหาวิทยาลัยรีดดิง  ประเทศอังกฤษ พัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นรูปร่างจริงๆ

หลังจากใช้เวลานานกว่า 2 ปี  กับเงินส่วนตัว 25,000 ปอนด์  ในที่สุดอาหารสำเร็จรูปพร้อทานด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สดใสสะดุดตาเด็ก Ella is Kitchen ก็กลายเป็นรูปเป็นร่าง  โดยเขาคิดชื่อของลูกสาวคนแรกของเขา
 "ระยะเวลาที่ผ่านไปอาหารในแบบที่พ่อแม่ส่วนใหญ่รวมถึงเขาต้องการ  ก็ยังไม่แพร่หลายทั้งยังมีราคาแพง  จึงตัดสินใจลงมือทำเอง ลงทุนลาออกจากตำแหน่งสูงเพื่อมาเริ่มต้นทำสิ่งที่คิดเอาไว้ให้เป็นจริง"

ที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับเขาให้เริ่มโครงการนี้  จากนั้นก็ถึงเวลาระดมส่งอีเมล์และโทรศัพท์ทาบทามเสนอสินค้าให้กับห้างร้านเล็กใหญ่เพื่อหาช่องทางการจัดจำหน่าย  ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากเช่นกัน  ลินด์ลีย์
เล่าถึงช่วงเวลานั้นว่า "เมื่อเราสามารถเชิญพวกเขา (บริษัท) มาประชุมรับฟังได้แล้ว  เราต้องนำเสนอด้วยพลังและความมุ่งมั่น  เพื่อที่ให้เป็นที่จดจำและผ่านไปสู่ขั้นตอนอนุมัติวางขายต่อไป

ความตั้งใจเป็นผลในปี 2005 เมื่อเครือซุปเปอร์มาร์เกต็  Sainbury s  ของอังกฤษอนุมัติรับสินค้าของเขาไปวางขาย  โดยให้เวลา 4 เดือนพิสูจน์ผลงาน  โดยหลังจากได้ไฟเขียวลินด์ลีย์ ก็ทุ่มสุดตัวอีกครั้งด้วยการนำบ้านไปจำนองเพื่อหาทุนเพิ่มอีก 200,000 ปอนด์  จ้างบริษัทด้านอาหารที่เชื่อถือได้ของสกอตแลนด์ผลิตสินค้าและจัดการทีมส่งของเพื่อให้ส่งของทันจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีมากว่า 350 สาขา

คุณพ่อหัวใสยังเลือกสถานีโทรทัศน์ที่ทำงานเก่าของตัวเองเป็นช่องทางในการโปรโมทสินค้าด้วย  ซึ่งนอกจาก่จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี  ลินด์ลีย์ ยังคุกคือถึงขั้นทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับสถานีให้โฆษณาสินค้าฟรีแลกกับกำไรจากการขายอาหาร  โดยหลังจากการโฆษณาสินค้ามีการตอบรับอย่างเห็นได้ชัด  ลินด์ลีย์ถึงขั้นไปติดตามดูที่ชั้นขายสินค้าและสาขาต่างๆ ด้วยตัวเอง  เพื่อสอบถามความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ซื้อสินค้าให้ลุกน้อยโดยตรง

เมื่อสินค้ามีฟีดแบ็กดีจนคนพูดกันปากต่อปาก  ห้างค้าปลีกก็ยินดีต่อสัญญาวางจำหน่ายสินค้าออกไป  ตามาด้วยร้านค้าใหญ่ๆที่สนใจ  Ella is Kitchen เพิ่มขึ้นด้วย  และหลังจากนั้น 3 ปี  ยังขยายส่งออกไปต่างประเทศ ได้แก่ สวีเดน  นอร์เวย์  และสหรัฐด้วย

การแตกกิ่งก้านครั้งใหญ่ของธุรกิจที่เริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์ความคิดเล็กๆ  มีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง  ลินด์ลีย์  ทราบดีว่าธุรกิจหลายแห่งที่เติบโตพรวดพราดสะดุดและล้มไม่เป็นท้ากลางคันมีมากมาย  เขาเผยว่าตัวเองเป็นนักบัญชีมาก่อน  จึงรู้ว่าเมื่อทำธุรกิจได้ควรสำรองเงินไว้ในบัญชีธนาคาร  มิใช่หลงระเริงใช้จ่ายรายรับ  แต่ถึงกระนั้นบางอย่างก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  อย่างเช่น  การลอกเลียนแบบสินค้าในสหรัฐ  ซึ่งหลังจากที่ทำตลาดใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ  ผู้ผลิตหลายแห่งก็หันมาลอกเลียนแบบ แถมยังเสนอราคาขายที่ต่ำกว่าด้วย

ทางออกที่เขาคิดได้เวลานั้นมี 3 ทางคือ  ออกจากตลาดสหรัฐ  เตรียมตัวขาดทุน และสร้างความสัมพันธ์กับบริษัทผู้ผลิตในเมืองลุงแซมเพื่อลดความเสี่ยงครั้งนี้  ซึ่ง ลินด์ลีย์เลือกทางเลือกที่ 3 โดยตัดสินใจขาย Ella is Kitchen ให้กับ Hain Celestial นับเงินมูลค้า 66 ล้านปอนด์

การขายครั้งนี้มีข้อตกลงให้เขาเป็นผู้บริหารใหญ่ของบริษัทต่อไป  ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งวัย 51 ปีขณะนี้ เปิดใจว่า  เขายังไม่มีความคิดว่าจะเกษียณตัวเองจากตำแหน่งนี้เพราะรู้สึกผูกพันกับธุรกิจนี้  ยิ่งกว่านั้นก็คือ  นี่เป็นช่องทางที่ให้เขาได้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ  ให้กับสังคมต่อไปด้วย

3 มิชชั่น สร้างธุรกิจยิ่งใหญ่

ดีเหมือนทำอาหารทานเอง  ผลิตภัณฑ์ของ เอลล่าส์ คิดเซ่น ไม่เติมสารปรุงแต่งรส หรือเกลือและน้ำตาลเพิ่ม  ส่วนประกอบทั้งหมดปลูกและเลี้ยงตามธรรมชาติ หากเป็นผักและผลไม้จะใช้แบบผลสด  ไม่ผ่านการเชื่อมหรือถนอมอาหาร

รสชาตต้องดี  หน้าตาต้องชวยหยิบ  ช่วยให้พ่อแม่เลี้ยงลูกง่ายขึ้น  ฉลากของอาหารจะระบุอย่างชัดเจนว่าเหมาะสำหรับเด็กช่วงวัยไหน  ให้คุณค่าสารอาหารแบบใดเป็นพิเศษ  มีขนาดพอเหมาะสำหรับการบริโภคแต่ละครั้ง เพื่อคุณค่าสารอาหารครบถ้วน


หยูหมิ่นหง

จีนจัดว่าเป็นชาติที่นักเรียนนักศึกษาให้ความสำคัญกับการศึกษามากที่สุดในภูมิภาคเอเชียและของโลก  ระดับการศึกษาที่พวกเขาตั้งเป้ากัยยังเป็นระดับที่สูงอย่างอุดมศึกษา  อุดมศึกษาที่กล่าวถึงต้องมีคุณภาพและชื่อเสียงพร้อมสรรพ  กล่าวคือ นักเรียนจะต้องมุ่งมั่นเก็บเกี่ยวความรู้กันตั้งแต่ชั้นประถมและมัธยมศึกษา  เพื่อให้สามารถสอบผ่าน "เกาเข่า"  (Gaokao)  ระบบเอ็นทรานซ์ที่เป็นประตูด่านสำคัญไปสู่สาขาวิชาเรียนและมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจไว้  ซึ่งโอกาสและช่องทางที่ดีก็จะพาผู้เรียนไปสู่หน้าที่การงานที่รุ่งโรจน์  และสถานะทางสังคมที่ดีหลังจากนี้เป็นต้นไป

นักเรียนที่เข้าสู่ช่วงเอ็นทรานซ์แล้ว  ส่วนใหญ่มักรู้จักชือของ หยู่หมิ่นหง หรือ ไม่เคิล หยู โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจเรียนต่อในต่างแดน  เพราะเขาผู้นี้มีฉายาว่า  "เจ้าพ่อแห่งการศึกษาต่างประเทศ"  ที่มีชื่อเสียงอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษาจีนในสหรัฐและแคนนาดา  ในฐานะครูสอนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดคนหนึ่งในแผ่นดินจีน  และผู้ที่ค่อยไต่ขึ้น  จากผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาและวิธีการสอนที่ได้ผลดีกับผู้เรียน  เป็นประธานโรงเรียนกวดวิชาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่ชื่อ  New Oriental Education & Technology Group Inc.

บุคคลที่ติดอันดับความร่ำรวยที่สุด  ด้วยทรัพย์สินส่วนตัวไม่ต่ำกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ  ประสาทความรู้ด้วยวิชาการแก่นักเรียนมานานกว่า 17 ปี พร้อมๆ กับเล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้ฟัง  ซึ่งเป็นของแถมที่ล้ำค่าไม่แพ้กับความรู้ในห้องเรียน

เพราะสิ่งที่เขาบอกเล่าแตกต่างอย่างคาดไม่ถึงจากจุดที่เห็นทุกวันนี้มาก  เริืมตั้งแต่ครอบครัวสมัยยังเด็ก  ที่ประกอบอาชีพชาวนาอยู่ในชนบทเจียงหยิน  มณฑลเจียงซู  แม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและฐานะไม่ดี  แต่แม่ก็ส่งเสริมให้บุตรชายได้เรียนหนังสือ  การส่งเสริมของครอบครัวถือว่าอยู่ในระดับประเสริฐขั้นสุด  เพราะ หยู ไม่ใช่คนที่เรียนดี  แถมสอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดถึงสองรอบ  และเมื่อสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ไม่นาน  หยู ป่วยหนักจนต้องพักการเรียนนานกว่า 1 ปีในเวลานั้น  เขาไม่ค่อยมีเพื่อน และคนส่วนใหญ่ยังดูถูกเขา   ด้วยความด้อยกว่าแทบจะทุกด้าน  แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก  ทั้งยังกล่าวติดตลกว่า "ไม่มีสาวคนไหนเหลียวมองเขาเลย  ตลอด 5 ปีที่อยู่่ในมหาวิทยาลัย"

ช่วงเวลาทั้งหมดนั้น หยู จึงทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มร้อยจริงๆ  จนปี 1985 เขาคว้าปริญญาได้สำเร็จและเริ่มต้นทำงานเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยที่ตัวเองจบมา  พร้อมกับเปิดสอนพิเศษนอกชั้นเรียนด้วย  เพื่อหาเลี้ยงตัวเองและเก็บเงินเป็นทุนเรียนต่อในต่างประเทศ ซึ่งได้สมัครเรียนไว้แล้วโดยใช้ความพยายามนานกว่า 3 ปี ไม่จบแค่นั้น  เพราะเขาถูกปฎิเสธการออกวีซ่านักศึกษาอีกทอดหนึ่ง

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของเขาเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้  เมื่อ หยูถูกลงโทษจากทางมหาวิทยาลัยปักกิ่ง  ด้วยการประกาศความผิดทางสถานีวิทยุทั่วสถาบันการศึกษาเพราะเปิดคลาสสอนนอกเวลา  ซึ่งทำให้เขารู้สึกแย่มาก  จนตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยที่เขารักหลังทำหน้าที่สอนอยู่นานถึง 6 ปี  ทั้งนี้ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เขาถอดใจเลิกอาชีพพ่อพิมพ์  แต่คิดว่าจะหาช่องทางที่เหมาะสมกับตัวเอง   จึงเจรจากับโรงเรียนกวดวิชาซึ่งเขารับงานสอนว่า  ขอตั้งแผนกฝึกภาษาอังกฤษแยกโดยใช้ชื่อของสถาบันแลกเปลี่ยนกับรายได้ 15 % ของรายได้ทั้งหมด

หลังจากตกลงกันได้  หยู ก็เริ่มเช่าพื้นที่ในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งเป็นห้องเรียน  โดยมีภรรยาช่วยอีกแรงหนึ่ง  แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก  เขาจึงเปิดคอร์สให้ผู้ที่มีแผนจะไปศึกษาต่อต่างประเทศเรียนฟรี  ซึ่งลูกศิษย์ที่เรียนเมื่อสอบติดได้ศึกษาเล่าเรียนต่างแดน  ก็เป็นการทำชื่อเสียงให้กับครูผู้สอนไปในตัว  จนได้รับการพูดปากต่อปาก  ในเวลาไม่นานคลาสของเขาก็มีนักเรียนมาเรียนกันแน่นชั้น  จนมีชื่อเสียงทั้งกรุงปักกิ่งและมีรายได้มากพอที่จะเปิดโรงเรียนกวดวิชาเป็นของตัวเองจริงๆ  ในชื่อ "นิว โอเรียนทอล เอดูเคชั่น"  (New Oriental Education) ในปี 1993

แต่ช่วงเริ่มต้นก็ไม่ง่ายนัก  เนื่องจากการตั้งโรงเรียนกวดวิชาอนุญาตให้เฉพาะอาจารย์ที่เกษียณอายุหรือผู้ที่มีวุฒิระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ขึ้นไปเท่านั้น  หยู จึงได้เพียงยื่นคำร้อง  แต่เพราะสถาบันเขามีชื่อเสียง  ในเวลาต่อมา  ศูนย์การศึกษาเขตไห่เตี้ยน  ซึงรับผิดชอบในท้องที่ของโรงเรียนจึงออกใบอนุญาตให้  หลังจากนั้น หยู  ก็มีอำนาจเต็มที่ในการควบคุมการสอน  และจัดการรายได้แต่เพียงผู้เดียว จนมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ 1 ปีต่อมาหลังจากนั้น

ช่วงแรก ติวเตอร์หนุ่มรู้สึกสองจิตสองใจที่จะทิ้งลูกศิษย์ที่มีมากกว่า 2 พันคน ณเวลานั้นไป  แต่พอมองเห็นตัวเลขของผู้เรียนที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต  เขาก็เลือกหาความรู้เพิ่มในสหรัฐ  ซึ่งที่นั่นเขาได้ชักชวนเพื่อนๆ ที่เป็นทั้งอดีตอาจารย์  และเพื่อนร่วมชั้นเรียนภาษาอังกฤษมาช่วยสอน  จนเมื่อเรียนจบและกลับมาเปิดโรงเรียนสอนอีกครั้ง  หยู สามารถขยายห้องเรียนได้มากขึ้นและขยายสาขาจนประสบความสำเร็จ  นับแต่นั้นผ่านมา 17 ปี  นิวโอเรียนทอลมีสถานที่เรียนมากถึง 500 สาขา ใน 48 เมืองทั่วประเทศ  และมีหนังสือที่ขายเฉพาะตำราของ หยู  อีก 47 ร้าน ที่สำคัญกว่านั้นคือ  ได้ให้ความรู้ภาษาอังกฤษแก่นักเรียนไปมากกว่า 15 ล้านคน

กับความจริงที่เป็นข้อคิดกึ่งกำลังใจแก่ทุกคนว่า  ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างเขา  ทำผิดพลาดมาก็มาก  ลำบากก็ไม่น้อย  แต่เพราะไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคไปเสียก่อน  จึงประสบความสำเร็จในทุกวันนี้  และใช้อุปสรรคที่ผ่านมาแปรเป็นพลังให้กล้าฝ้นในสิ่งที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บันได้ 12 ขั้น สู่ฝัน "สตาร์บัคส์"

นับจากเปิดตัวเป็นร้านกาแฟเล็กๆ  เมื่อปี 1971 ในซีแอตเทิล  กระทั่งวันนี้ผ่านมากว่า 4 ทศวรรษ สตาร์บัคส์กลายเป็นร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก  มีสาขากว่า 20,000 สาขาใน 65 ประเทศ  และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดอยู่เท่านี้  นี่คือสิ่งที่ร้านกาแฟที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดสหรัฐยึดถือเป็นแนวทางมาตลอดจนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

1. มีพันธกิจ  เป็นแรงบันดาลใจและหล่อหลอมจิตวิญญานของมนุษยื  ครั้งละคน  ครั้งละแก้ว  ครั้งละชุมชน  คือพันธกิจหลักของสตาร์บัคส์ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจและยังคงถือปฎิบัติเรื่อยมาตลอดกว่า 4 ทศวรรษ นอกเหนือจากเป็นร้านกาแฟแก้วโปรดของใครหลายคนแล้ว  สตาร์บัคส์ยังเป็นสถานที่ให้หลีกหนีจากความวุ่นวาย เป็นแหลังนัดพบเพื่อนฝูงหรือเจรจาธุรกิจ

2.ตั้งคำถามกับลูกค้า  พนักงานในร้านจถามลูกค้าหน้าใหม่ที่เข้ามาใช้บริการว่าต้องการรับสินค้าอะไร  ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพสำหรับงานบริการ  เนื่องจากเมื่อรู้ความต้องการแล้วจะได้ช่วยแนะนำทางเลือกให้กับลูกค้าได้ตรงจุด

3.เข้าถึงลูกค้าและพนักงาน  การจำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ละเอียดอ่อนอย่างเมนู รสชาติโปรด หรือแม้แต่ชื่อของลูกค้าได้สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นการแสดงถึงความเอาใจใส่

4.แหวกแนว  เเม้บริษัทต้องมั่นคงในการรักษารากเหง้าของตัวเอง  ขณะเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องคิดพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ด้วย  เดิมทีสตาร์บัคส์มีแต่กาแฟให้นั่งดื่มในร้านเท่านั้น  ต่อมามีการผลิตกาแฟสำเร็จรูปแบบซองให้ลูกค้าได้ลิ้มรสกาแฟถ้วยโปรดได้จากที่บ้านเสมือนไปนั่งดื่มที่ร้าน  นอกจากนี้ ยังนำระบบการจ่ายเงินผ่านแอพในโทรศัพท์มือถือเข้ามาใช้เป็นรายแรกๆ  เพื่ออำนวยความสะดวก  ดังนั้น ต้องจำไว้ว่าในขณะพยายามคงความเป็นตัวตนไว้  ก็ต้องรู้จักปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

5.รับผิดชอบ  ทุกคนย่อมเคยผิดพลาด  แต่เมื่อผิดแล้วต้องยอมรับและขอโทษแบบมืออาชีพ

6.ใช้โซเซียลมีเดียในการโปรโมทสินค้า  และทำการตลาด  โดยการเลือกรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะกับสินค้า

7.ทุกอย่างมีความหมาย  ใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย  ให้ความสำคัญทุกรายละเอียดอย่างที่ผู้บริหารสตาร์บัคส์ปฎิเสธแนวคิดการใช้ทิชชูชั้นเดียวเพื่อประหยัดต้นทุน  เนื่องจากไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เน้นความหรูหราในราคาที่ทุกคนจ่ายได้

8.เลือกพันธมิตร  ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคู่ค้า  หรือองค์กรที่ให้ทำงานรับใช้สังคม  เนื่องจากการจับมือร่วมกันเป็นโอกาสที่ดีจะได้แนะนำสินค้าสู่กลุ่มลูกค้าใหม่

9.คงเส้นคงวา  คุณภาพของการบริการและสินค้าของทุกสาขาจากบริษัทเดียวกันต้องเหมือนกัน  อย่างที่ลูกค้าของสตาร์บัคส์สามารถดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติเหมือนเดิมไม่ว่าจะซื้อจากสาขาไหนในโลก

10.กลมกลืนกับชุมชน  นอกจากรสชาติกาแฟทุกแก้วจะเหมือนกันแล้ว  สตาร์บัคส์ยังใช้กลยุทธ์เข้าถึงแต่ละชุมชนที่ไปเปิดร้านด้วยการทำตัวให้เข้ากับท้องที่นั้นๆ  จนเกือบจะเป็นแบรนด์ของท้องถิ่นมากกว่าแบรนด์จากต่างชาติ

11.มีผู้นำที่ดี  ผู้บังคับบัญชาการทัพที่ดีจะสามารถนำพา "ทหาร" ทั้งกองทัพไปสู่ชัยชนะอย่างงดงาม

12.กล้าคิดต่าง  ในขณะที่บางคนกลัวว่ากลยุทธ์  "เปิดร้านทุกมุมถนน"  จะเป็นการแย่งลูกค้ากันเอง  ด้วยการวางหมากในจุดสำคัญ  เพื่อเปิดทางไม่ให้รายอื่นเข้ามาชิงพื้นที่  โฮวาร์ด ซูลท์ส CEO ของ
สตาร์บัคส์  สรุปว่า แม้การทำส่ิงที่บริษัทอื่นไม่อาจเป็นการเสี่ยงอยู่บ้าง  แต่ก็คุ้มค่ากับการลองเสี่ยง  หากนั่นจำนำมาซึ่งผลกำไรของบริษัท

พอลเซน


ถ้าดูจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศเดนมาร์ก  แม้จะอิงกับแรงงานอพยพอยู่ไม่น้อย  แต่ก็ค่อนข้างมั่นคงอยู่อันดับที่ 21 ของโลก  และแม้ไม่มีธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่  แต่ก็มีกิจการที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้  มีไทคูนที่มีระดับความมั่งคั่งเป็นที่น่าจับตามอง และในระดับท็อป 5 ของมหาเศรษฐียังไม่มีผู้อพยพติดอยู่ในกลุ่มนี้ซึ่งต่างจากประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปที่มีผู้อพยพมีบทบาทมากขึ้่นในทางเศรษฐกิจ

หนึ่งในไทคูนที่เป็นดาวเด่นของเดนมาร์ก คือ อันเดอร์ส ฮอล์ค พอลเซน  เขามีดีกรีตรงที่เป็นลูกชายของ โทรล ฮอล์ค พอลเซน ผู้ก่อตั้งบริษัท พอลเซน ผู้ผลิตเสื้อผ้ามากกว่า 11 แบรนด์  และเป็นบริษัทสินค้าแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในยุโรป  แม้บริษัทอันยิ่งใหญ่จะก่อตั้งโดยพอลเซน  ผู้เป็นพ่อ และ เมเรเท เบค พอลเซน ผู้เป็นแม่ เมื่อปี 1975 แต่ทั้งสองกลับล้างมือในอ้างทองคำในปี 2012 และโอนกิจการทั้งหมดให้กับ อันเดอร์ส พอลเซน ลูกชายคนโต (จากทั้งหมดที่มีสองคน)  โดย พอลเซน ผู้ถือหุ้นทั้งหมด 100% ทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดของเดนมาร์ก ด้วยวัยเพียง 45 ปีเท่านั้น

ที่จริงแล้ว พอลเซน เริ่มทำงานบริการกับเบสต์เซลเลอร์มาตั้งแต่อายุได้ 28 ปี แต่ใครจะคาดคิดว่าเขาผู้นี้จะเข้ามากุมบริษัทมูลค่าพันล้านในเวลาที่รวดเร็วเกินคาดหมายนี้  หลังจากที่เขารับช่วงกิจการมาได้ปีเดียว  พอลเซนก็ได้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่ได้รับแค่มรดกมาเปล่าๆ  แต่ยังมีฝีมือในเชิงรุกด้วย  โดยได้ซื้อหุ้นของบริษัท Zalando เจ้าของกิจการเสื้อผ้าขายปลีกรายใหญ่ของเยอรมัน จนทำให้เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 3 ของบริษัทนี้  และยังถือหุ้นในสัดส่วน 27% ของ ASOS.com  ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ของอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม เจาเคยสร้างความกังวลไม่น้อยให้กับชาวสหราชอาณาจักร  เมื่อเขาทุ่มเงินซื้อที่ดินราว 150,000 เอเคอร์ ในสกอตแลนด์  โดยแบ่งซื้อตามพื้นที่ต่างๆ ทำให้เขากลายเป็นเอกสชนที่ถือครองที่ดินในสกอตแลนด์มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 และมากกว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ด้วยซ้ำ  ทำให้สือบางแห่งรายงานข่าวอย่างมีอคติว่า  การรุกคืบของพอลเซน  ในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการบุกอังกฤษอีกครั้งของพวกไวกิ้ง

ในบ้างของตัวเองที่เดนมาร์ก  พอลเซนก็อาศัยอยู่ในบ้านพักที่แวดล้อมไปด้วยพื้นที่เกษตรและป่าละเมาะ  ทั้งยังซื้อที่ดินในเขตเทือกเขาคาร์ปาเธียนในโรมาเนีย  เพื่อกันไว้เป็นพื้นที่สงวนของสัตว์ป่าอีกด้วย  ซึ่งตอกย้ำรสนิยมชื่นชอบป่าเขาลำเนาไพรของเขาได้เป็นอย่างดี  ขณะนี้ พอลเซนมีทรัพย์สินส่วนตัวสูงถึง 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ  นับเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของเดนมาร์ก และอันดับ 267 ของโลก


เบิรต์ และจอห์น

เสื้อยืดร้อยล้าน


เบิรต์ และ จอห์น  เจค็อบส์ สองพี่น้องตัดสินใจร่วมหุ้นกันผลิตเสื้อยืดด้วยเงินลงทุนเพียง 200 เหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980  ทั้งสองไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเองกำลังสร้างธุรกิจที่ทำเงินถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐในอนาคต

ย้อนกล้บไปในช่วงเริ่มแรก  จอห์น ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย  กับ เบิร์ต ซึ่งเป็นพนักงานส่งพิซซ่าและครูสอนเล่นสเกต  อยากมีกิจการสักอย่างเป็นของตัวเอง  จึงคุยกันว่าจะทำอะไรดี  ด้วยทั้งคู่ไม่มีความรู้ในการทำธุรกิจมาก่อน  แต่ทั้งคู่มีความสามารถทางด้านศิลปะอยู่บ้าง  สุดท้ายก็เลยลงเอยที่การขายเสื้อยืดเพราะเป็นวิธีที่ดีที่ดี และประหยัดในการติดต่อสื่อสารกับผู้คนผ่านงานศิลปะของพวกเขา

สองพี่น้องออกแบบลายเพนท์บนเสื้อกันเอง  แล้วนำไปขายที่บอสตัน สหรัฐ โดยมีรถตู้เป็นยานพาหนะและดัดแปลงเอาที่นั่งด้านหลังออกสำหรับเป็นที่นอน  เพื่อจะได้ประหยัดต้นทุน  ช่วงแรกในครอบครัวไม่เห็นด้วยที่ทั้งสองซึ่งจบการศึกษาระดับวิทยาลัย  เลือกการขายเสื้อเป็นอาชีพเนื่องจากมองไม่เห็นความก้าวหน้า  พอมีหลายเสียงทักท้วงทั้งสองจึงไปสมัครเป็นครูชั่วคราว  เพื่อเป็นการหารายได้เสริมอีกทางหนึ่งนอกจากการขายเสื้อ

พอการค้าเริ่มไปได้ดี  พี่น้องนักขายเริ่มนำเสนอสินค้าของตัวเองให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรู้จักด้วยการเคาะประตูขายทีละห้อง  ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้านักศึกษา  ชีวิตของสองพี่น้องเจค็อบส์ดำเนินในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ จนผ่านไป 5 ปี  การตะเวนขายเสื้อไปเรื่อยเริ่มไม่ประสบความสำเร็จ  ทั้งคู่ตัดสินใจกลับไปยังบอสตันบ้านเกิด  โดยที่ยังไม่รู้อนาคตของกิจการที่ปลุกปั้นมากับมือ

จนวันหนึ่ง  ทั้งคู่ชวนเพื่อนๆ มาที่อพาร์ทเม้นท์  เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างการเดินทางไปที่ต่างๆและขอให้เพื่อนช่วยคอมเม้นท์การ์ตูนที่วาดลงบนเสื้อ  โดยมีรูปหนึ่งที่ดูสะดุดตา  ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก  ซึ่งใช้ลายเส้นวาดอย่างง่ายๆ  เป็นรูปหน้าคนใส่หมวกเบเรต์ ประดับด้วยร้อยยิ้ม  พร้อมข้อความว่า "Life Is Good" ซึ่งเขาตั้งชื่อให้ด้วยว่า  เจค  และกลายเป็นเครื่องหมายการค้าตั้งแต่นั้นมา

พี่น้องเจค็อบส์นำเจคมาเป็นลายเพนท์บนเสื้อ  แล้วนำไปขายที่งานสตรีทแฟร์ในรัฐแมสซาซูเซตจำนวน 48 ตัว ปรากฎว่าขายหมดในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง  หลังจากกลับมาได้รับการตอบรับที่ดีอีกครั้ง  จึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัท Life Is Good ในปี 1994 โดยเริ่มขายเสื้อและหมวกที่มีลายการ์ตูนเจคทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์จนมีคำสั่งซื้อไม่ขาดสาย  จากนั้น จึงมีการเเตกไลน์สินค้า จากเริ่มที่มีเพียงเสื้อและหมวก เป็นการผลิตเครื่องแต่งกายทุกอย่างและเครื่องประดับ

นอกเหนือจากการขายทางออนไลน์แล้ว ปัจจุบันสินค้าของสองพี่น้องถูกส่งไปขายในร้านขายปลีกกว่า 4,500 แห่งทั่วสหรัฐ  และในอีก 30 ประเทศทั่วโลก ทำเงินได้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ  โดยที่ไม่เคยใช้งบประมาณในการโฆษณาสินค้าสักบาท  อาศัยเพียงการบอกปากต่อปากเท่านั้น

THE CARPADEMP : จงมองหาโอกาสในทุกปัญหา

THE CARPADEMP : จงมองหาโอกาสในทุกปัญหา : แน่นอนครับชีวิตของเรานั้น  ไม่มีใครไม่เคยพบเจอกับปัญหา  ทุกคนต่างมีปัญหาและมีวิธีการจัดการกับปัญหาท...