New Entreperneurs
By Krishna Buarotsak
วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564
THE CARPADEMP : จงมองหาโอกาสในทุกปัญหา
THE CARPADEMP : จงมองหาโอกาสในทุกปัญหา: แน่นอนครับชีวิตของเรานั้น ไม่มีใครไม่เคยพบเจอกับปัญหา ทุกคนต่างมีปัญหาและมีวิธีการจัดการกับปัญหาที่แตกต่างกันออกไป บ้างถูก บ้างผิด ตามแ...
วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561
อเล็กซานเดอร์ รอฟท์
เป็นธรรมดาของคนต้องการซื้อบ้าน ที่มักให้ความสำคัญในการเลือกทำเลและพิถึพิถันในการตกแต่งเพื่อให้บ้านหรือที่พักพิงหลักของชีวิตมีความอบอุ่นมากที่สุดสมกับน้ำพักน้ำแรงที่หามาได้ทั้งชีวิต ความเชื่อนี้ไม่ต่างอะไรกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของการซื้อบ้านตกแต่งบ้านของ อเล็กซานเดอร์ รอฟทื มหาเศรษฐีค้าปุ๋ยสัญชาติยูเครน ซึ่งทุ่มเทงบประมาณไม่จำกัด และความพยายามในการเฟ้นหาช่างฝีมือชั้นยอด มาเนรมิตบ้านในฝันให้กลายเป็นจริงขึ้นมา
เพราะบ้านคือทุกสิ่ง คำพูดนี้เองทำให้รอฟท์ ยอมควัเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ในแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์ก มูลค่า 34 ล้านเหรียญสหรัฐ และกว่าที่จะได้บ้านบนทำเลทองหลังนี้มาคลอง รอฟท์ ต้องขับเคี่ยวแย่งชิงคู่แข่งคนอื่นๆ ก่อนที่จะถุกทางการนำไปประมูล ซึ่งไม่แน่ว่าราคาของบ้านอาจจะพุ่งสูงกว่านี้
เมื่อได้บ้านหลังนี้ครองแล้ว เจ้าของใหม่ก็เเสดงอาการเห่อไม่น้อย โดยสั่งว่าจ้างให้ช่างฝีมือดีสถาปนิกเกรดเอเข้ามาออกแบบและตกแต่ภายในบ้าน ความต้องการของรอฟท์ ก็คือการสร้างบ้านให้มีสไตล์จักพรรดิมากที่สุด เพื่อให้อารมณ์เหมือนกับราชวัง ซึ่งประดับด้วยเครื่องเรือนอันสวยงาม ซึ่งเป็นความสุขทางใจที่มาเติมเต็มชีวิตของ รอฟท์ หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน
การทำงานในฐานะนักธุรกิจย่อมเต็มไปด้วยความเครียด แต่ก็คงไม่เท่ากับช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิตการทำงานทั้งหมดของพ่อค้าปุ๋ยรายใหญ่ของโลก หรือประธานบริหาร บริษัท IBE Trading Corp เพราะบริษัทที่เขาก่อตั้งมานั้นเกิจมาจากน้ำพัก น้ำแรงของรอฟท์ เพียงคนเดียว ไม่ได้อาศัยบารมีพ่อแม่ในการแจ้งเกิดแต่อย่างใด
ด้วยความที่เป็นเด็กฉลาดและรักเรียน ทำให้ว่าที่เศรษฐียูเครนสามารถสอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโลฟฟ์ ในประเทศยูเครน พร้อมกับคว้าปริญญาเอกจากสาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศได้สำเร็จ จากนั้นก็ย้ายตัวเองไปทำงานในรีสอร์ตหรูที่ฮังการีระยะหนึ่งแล้วก็ย้ายถิ่นมาอยู่ที่สหรัฐอย่างถาวร ซึ่งตอนนั้นเขาก็ยังทำงานในร้านของลูกพี่ลุกน้องซึ่งขายเครื่องประดับ หลังจากนั้นก็แบ่งเวลาไปเป็นเซลส์แมนขายปุ๋ย จนจับทางได้ว่าการค้าปุ๋ยนั้น จะทำให้เขากลายเป็นนักธุรกิจและเป็นผู้บริหารสูงสุดขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ รอฟท์ จึงมุ่งหน้ามาทำธุรกิจค้าปุ๋ยอย่างเต็มตัว
กิจการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ รอฟท์มีทุนรอนเหลือเฟือที่ซื้อโรงงานในยูเครนและรัสเซีย จนทำให้ทุกวันนี้ บริษัทภายใต้การบริหารของเขากลายเป็นบริษัทค้าปุ๋ยรายใหญ่ อันดับต้นๆ ของโลก ครอบครองแอมโมเนีย 12 % ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักในการทำปุ๋ยกว่า 12 % จากสัดส่วนของทั่วโลกทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินกว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐไว้ครอบครอง
ฐานะที่ร่ำรวยขึ้นจึงไม่น่าแปลก ที่รอฟท์ จะปรนเปรอตัวเองด้วยการสร้างบ้านให้สวยงามดุจดั่งกับวัง แต่น่าแปลกที่ว่าถึงจะมีเงินล้มมือเศรษฐีผู้นี้ก็ไม่เคยคิดจะซื้อหุ้นหรือลงทุนในด้านอื่น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตัวเองเลย แต่กลับใช้เงินส่วนหนึ่งในการกว้านซื้อที่ดินทำเลทอง โดยเฉพาะที่รวมผู้คนจากทั่วโลกมาไว้เป็นหนึ่งเดียว
เหตุผลหลักในการซื้อบ้านถึง 35 หลังด้วย เงินสด และตกแต่งพร้อมอยู่ก็เพื่อเป็นการเก็งกำไนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่นับวันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับขนาดและทำเลของบ้านที่ชื่อว่า Solean Mansion ใจกลางแมนฮัตตันนี้มีความกว้างถึง 11,400 ตารางฟุต กำแพงในแต่ละห้องจะถูกตกแต่งด้วยใบไม้ ซึ่งเกิดจากการแกะสลักด้วยมือและแต่ละใบก็ทำมาจากทองคำบริสุทธิ์ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ประตูและหน้าต่างของบ้านหลังนี้ต้องหุ้มด้วยกระจกกันกระสุนทั้ังหมด เพื่อป้องกันภัยจากผู้บุกรุก และเพื่อความแข็งแรงให้กับทุกๆชั้นภายในคอนกรีตจะมีเหล็กประกบกันเป็นแซนด์วิชอยู่ระหว่างหินด้วย ส่วนในห้องนอนจะมีเตียงนอนซึ่งเป็นเตียงตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 พร้อมกับห้องน้ำสุดแสนอลังการทั้งหมด 12 ห้อง พ่วงด้วยอ่างล้างหน้าทองคำ ใช้เวลาในการตกแต่งนานกว่า 4 ปี มูลค่าเฉพาะการตกแต่งทั้งหมด 18 ล้านเหรียญสหรัฐ
เพราะบ้านคือทุกสิ่ง คำพูดนี้เองทำให้รอฟท์ ยอมควัเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ในแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์ก มูลค่า 34 ล้านเหรียญสหรัฐ และกว่าที่จะได้บ้านบนทำเลทองหลังนี้มาคลอง รอฟท์ ต้องขับเคี่ยวแย่งชิงคู่แข่งคนอื่นๆ ก่อนที่จะถุกทางการนำไปประมูล ซึ่งไม่แน่ว่าราคาของบ้านอาจจะพุ่งสูงกว่านี้
เมื่อได้บ้านหลังนี้ครองแล้ว เจ้าของใหม่ก็เเสดงอาการเห่อไม่น้อย โดยสั่งว่าจ้างให้ช่างฝีมือดีสถาปนิกเกรดเอเข้ามาออกแบบและตกแต่ภายในบ้าน ความต้องการของรอฟท์ ก็คือการสร้างบ้านให้มีสไตล์จักพรรดิมากที่สุด เพื่อให้อารมณ์เหมือนกับราชวัง ซึ่งประดับด้วยเครื่องเรือนอันสวยงาม ซึ่งเป็นความสุขทางใจที่มาเติมเต็มชีวิตของ รอฟท์ หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน
การทำงานในฐานะนักธุรกิจย่อมเต็มไปด้วยความเครียด แต่ก็คงไม่เท่ากับช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิตการทำงานทั้งหมดของพ่อค้าปุ๋ยรายใหญ่ของโลก หรือประธานบริหาร บริษัท IBE Trading Corp เพราะบริษัทที่เขาก่อตั้งมานั้นเกิจมาจากน้ำพัก น้ำแรงของรอฟท์ เพียงคนเดียว ไม่ได้อาศัยบารมีพ่อแม่ในการแจ้งเกิดแต่อย่างใด
ด้วยความที่เป็นเด็กฉลาดและรักเรียน ทำให้ว่าที่เศรษฐียูเครนสามารถสอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโลฟฟ์ ในประเทศยูเครน พร้อมกับคว้าปริญญาเอกจากสาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศได้สำเร็จ จากนั้นก็ย้ายตัวเองไปทำงานในรีสอร์ตหรูที่ฮังการีระยะหนึ่งแล้วก็ย้ายถิ่นมาอยู่ที่สหรัฐอย่างถาวร ซึ่งตอนนั้นเขาก็ยังทำงานในร้านของลูกพี่ลุกน้องซึ่งขายเครื่องประดับ หลังจากนั้นก็แบ่งเวลาไปเป็นเซลส์แมนขายปุ๋ย จนจับทางได้ว่าการค้าปุ๋ยนั้น จะทำให้เขากลายเป็นนักธุรกิจและเป็นผู้บริหารสูงสุดขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ รอฟท์ จึงมุ่งหน้ามาทำธุรกิจค้าปุ๋ยอย่างเต็มตัว
กิจการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ รอฟท์มีทุนรอนเหลือเฟือที่ซื้อโรงงานในยูเครนและรัสเซีย จนทำให้ทุกวันนี้ บริษัทภายใต้การบริหารของเขากลายเป็นบริษัทค้าปุ๋ยรายใหญ่ อันดับต้นๆ ของโลก ครอบครองแอมโมเนีย 12 % ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักในการทำปุ๋ยกว่า 12 % จากสัดส่วนของทั่วโลกทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินกว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐไว้ครอบครอง
ฐานะที่ร่ำรวยขึ้นจึงไม่น่าแปลก ที่รอฟท์ จะปรนเปรอตัวเองด้วยการสร้างบ้านให้สวยงามดุจดั่งกับวัง แต่น่าแปลกที่ว่าถึงจะมีเงินล้มมือเศรษฐีผู้นี้ก็ไม่เคยคิดจะซื้อหุ้นหรือลงทุนในด้านอื่น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตัวเองเลย แต่กลับใช้เงินส่วนหนึ่งในการกว้านซื้อที่ดินทำเลทอง โดยเฉพาะที่รวมผู้คนจากทั่วโลกมาไว้เป็นหนึ่งเดียว
เหตุผลหลักในการซื้อบ้านถึง 35 หลังด้วย เงินสด และตกแต่งพร้อมอยู่ก็เพื่อเป็นการเก็งกำไนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่นับวันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับขนาดและทำเลของบ้านที่ชื่อว่า Solean Mansion ใจกลางแมนฮัตตันนี้มีความกว้างถึง 11,400 ตารางฟุต กำแพงในแต่ละห้องจะถูกตกแต่งด้วยใบไม้ ซึ่งเกิดจากการแกะสลักด้วยมือและแต่ละใบก็ทำมาจากทองคำบริสุทธิ์ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ประตูและหน้าต่างของบ้านหลังนี้ต้องหุ้มด้วยกระจกกันกระสุนทั้ังหมด เพื่อป้องกันภัยจากผู้บุกรุก และเพื่อความแข็งแรงให้กับทุกๆชั้นภายในคอนกรีตจะมีเหล็กประกบกันเป็นแซนด์วิชอยู่ระหว่างหินด้วย ส่วนในห้องนอนจะมีเตียงนอนซึ่งเป็นเตียงตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 พร้อมกับห้องน้ำสุดแสนอลังการทั้งหมด 12 ห้อง พ่วงด้วยอ่างล้างหน้าทองคำ ใช้เวลาในการตกแต่งนานกว่า 4 ปี มูลค่าเฉพาะการตกแต่งทั้งหมด 18 ล้านเหรียญสหรัฐ
วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
อันเดรส โฮลช์ โปฟเซน
เดนมาร์กอาจเป็นประเทศที่ไม่มีข่าวคราวหวือหวา เพราะประชาชนอยู่กันอย่างสงบสันติ แต่ในด้านธุรกิจแล้ว ประเทศนี้ก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน หนึ่งในกลุ่มนักธุรกิจที่เป็นหน้าเป็นตาของเดนมาร์ก คงไม่พ้นโฮลซ์ โปฟเซน ตระกูลใหญ่ที่ได้วางรากฐานกิจการเสื้อผ้าเงินล้านมากว่า 35 ปี
แม้ปัจจุบันผู้ก่อตั้งบริษัท Bestseller จะไม่ได้บริหารงานแล้ว และผลัดใบมอบกิจการทั้งหมดให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่าง อันเดรส โฮลซ์ โปฟเซน กิจการของตระกูลนี้ก็ยังคงทำกำไรต่อเนื่องทั้งในยุโรปและเอเชีย ความบาดหมางกันภายในครอบครัวทำให้พ่อแม่ตัดสินใจมอบการถือครองบริษัททั้งหมด 100 % ให้กับ อันเดรส โดยเล็งเห็นศักยภาพของลูกชายคนนี้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเบอร์ลินแล้ว ว่าลูกชายคนโตจะเป็นฮีโร่ที่จะสามารถนำพากิจการให้ต่อยอดไปได้ในภายภาคหน้า
อันเดรส สามารถพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นได้ถึงฝีมือการบริหาร ด้วยการสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้น พร้อมกับกระจายแบรนด์สินค้าที่มีมากถึง 10 แบรนด์ ไปยังท้องตลาดต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลางหรือตลาดใหญ่อย่างจีน ที่อันเดรส วางแผนไว้ว่าจะไปเปิดสาขาทั้งหมด 5 พันแห่ง เพื่อเป็นผู้ประกอบการขายเสื้อผ้ารายใหญ่ให้ได้
จุดเริ่มต้นของบริษัท Bestseller นั้นมีที่มาจากคุณพ่อและคุณแม่โดยเมื่อปี 1975 ตระกูลโฮลซ์ โปฟเซน เริ่มปูทางธุรกิจเสื้อผ้าที่เน้นไปทางฝั่งของสตรีในเมืองริงโกบิง จากนั้นทั้งคู่ก็เพิ่มเสื้อผ้าเด็กและเสื้อผ้าผู้ชายซึ่งวางจำหน่ายในเดนมาร์กและขยายตลาดไปทางยุโรป ด้วยการออกแบบที่สวยงาม วัสดุที่มีคุณภาพ และอยู่ในราคาที่เอื้อมถึง ทำให้บริษัท Bestseller กลายเป็นผู้ค้าปลีก-ส่งเสื้อผ้ารายใหญ่อันดับต้นๆ ของยุโรป
ปัจจุบันบริษัท Bestseller มีสาขาและแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอย่าง Jack & Jones และ Exit วางจำหน่ายใน 43 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังเปิดบริการให้สั่งซื้อทางออนไลน์อีกทางหนึ่งทั้งนี้ นิตยสารฟอร์บส์ได้ประเมินทรัพย์สินอย่างคร่าวๆ ของอันเดรส ไว้ที่ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และบรรจุให้เขาอยู่ในทำเนียบคนรวยอายุน้อยหน้าใหม่ซึ่งเพิ่งประกาศไปไม่นานนี้
อย่างไรก็ดี ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ อันเดรส ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ลุ่มๆ ดอนๆ อยู่เป็นระยะ โดยค่าแรงที่เพิ่มขึ้นบวกกับกำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอย ทำให้ต้องขยายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีแรงงานค่าแรงขั้นต่ำอย่างอินเดียและบังกลาเทศโดยในช่วงปีที่ผ่านมา อันเดรส ยังต้องรับมือกับข่าวคราวที่ถาโถมเข้ามา เมื่อโรงงานผลิตเสื้อผ้าในบังกลาเทศเกิดถล่ม จนมียอดผู้เสียชีวิตทะลุ 1 พันคน
ปัญหานี้เองที่ทำให้ผู้ค้าเสื้อผ้ารายใหญ่ในฝั่งยุโรปตื่นตัวกันมาก และพร้อมให้ความร่วมมือในการเซ็นร่างกฎหมายแรงงาน เพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับลูกจ้างรายได้น้อย เพื่อเติบโตอย่างมั่นคงและมีภาวะที่ดี ไปพร้อมๆกับนายจ้างพันล้านของพวกเขา
มัตเตโอ อาคิลลี
แม้วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำในกลุ่มประเทศยุโรป จะไม่ค่อยได้รับการพูดถึงมากเท่ากับเมื่อหลายปีก่อน แต่ในความเป็นจริง หลายประเทศในแถบนี้อย่างอิตาลี ก็ยังไม่พ้นกับภาวะไร้งานไร้เงิน หน่วยงานด้านสุขภาพของทางการยอมรับว่า ขณะนี้ปัญหาข้าวยากหมากแพงเหมือนศัตรูที่ส่งอาวุธให้ชาวอิตาลีฆ่าตัวตายประกอบกับข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2013 ที่ชี้ว่า คนหนี้ปัญหาการเงินด้วยการอัตวินิบาตกรรมมากขึ้นกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 40%
แต่ด้วยสภาวะที่ยากลำบากเช่นนั่นเอง ที่ทำให้ตอนนี้มัตเตโอ อาคิลลี นักศึกษาหนุ่มวัน 21 ปี จากมหาวิทยาลัยบอคโคนี่ในเมืองมิลาน เป็นที่ฮือฮาอย่างมากในอิตาลี และกำลังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะผู้สร้างเวปโซเซียลเน็ตเวิร์กที่จับคู่คนหางานกับคนจ้างงานในชื่อ Egomnia จนได้รับฉายาว่าเป็น "มาร์ก" ซักเคอร์เบิร์กแห่งอิตาลี
อาคิลลี เริ่มพัฒนาเว็บกามเทพแห่งการทำงานเมื่อ 2 ปีที่แล้วโดยมองเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้คนตกงานส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่เจองานที่ตรงกับความสามารถของตัวเอง รวมถึงตัวเจ้าของกิจการเองก็ไม่เจอพนักงานที่เหมาะสมกับงานที่มี จึงใช้โปรแกรมอังกอริทึมซึ่งจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลได้มาจุบคู่อุปสงค์อุปทาน
เริ่มจากเมื่อผู้หางานลงทะเบียนและส่งข้อมูลคุณสมบัติของตัวเองเข้ามาใน Egomnia ตัวเวปจะประมวลผลจับคู่เข้ากับงานที่บริษัทห้างร้านให้ไว้ในฐานข้อมูล ความพิเศษยังอยู่ที่บรรดาผู้หางานสามารถเป็นเพื่อนได้เหมือนเว็ปสังคมออนไลน์ทั่วไป แต่ข้อมูลสมัครงานจะแยกเป็นส่วนตัวให้เฉพาะบรรดาว่าาที่นายจ้างเห็นได้เท่านั้น
องค์กรต่างๆ ยังสามารถพิมพ์คุณสมบัติเฉพาะที่ต้องการเพื่อค้นหาผู้หางานในเว็ปได้เองด้วย ปัจจุบันจึงมีคนหางานมากกว่า 1 แสนคน และมากกว่า 600 แห่ง ลงทะเบียนในพื้นที่แห่งนี้ นับตั้งแต่เปิดตัวให้ใช้งานแบบทดลองเมือ่ต้นปีที่แล้ว โดยไม่เคยโฆษณาประชาสัมพันธ์เว้ปในที่ใดทั้งสิ้น ที่น่าทึ่งกว่านั่นก็คือ อาคิลลี สร้างเว็บดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว กับคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง โดยไม่มีเงินทุนตั้งต้นใดๆ แต่สร้างรายได้ในปี 2013 ได้แล้วกว่า 5 แสนเหรียญสหรัฐ พร้อมกับเตรียมขยายให้สามารถใช้งานได้ในบราซิล สหรัฐ และอังกฤษ รวมถึงรองรับ 6 ภาษา และกลายเป็นฐานข้อมูลพนักงานของหลายองค์กรใหญ่ ที่ติดใจให้ อาคิลลี ปฎิรุประบบฝ่ายบุคคลทั้งระบบอีกด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
เฟรเซอร์ โดเเฮอร์ตี้
ปกติวัยรุ่นส่วนใหญ่มักชอบใช้ชีวิตอยู่กับแก็ดเจ็ทล้ำสมัย หรือเเชทกับเพื่อนในโลกออนไลน์ แต่หนุ่มหล่อชาวสกอตที่ชื่อว่า เฟรเซอร์ โดแฮอร์ตี้ กลับใช้เวลาว่างในห้องครัว เรียนรู้เคล็บลับการทำอาหารจากคุณย่า จนนำมาปรับสูตรให้เข้ากับเทรนด์การรักสุขภาพของคนเมืองสมัยใหม่มากขึ้น สร้างรายได้เข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ
หนุ่มน้อยในวัย 14 ปี รู้สึกติดใจฝีมือการทำแยมผลไม้ของคุณย่า ด้วยความที่นึกสนุกอยากลองทำด้วยตัวเองจึงขอให้คุณย่าถ่ายทอดเสน่ห์ปลายจวักให้ ซึ่งเจ้าของสูตรก็ใจดียอมสอนให้ด้วยความเต็มใจ ครั้นพอทำเป็นแล้วหนุ่มช่างคิดก็มานั่งนึกว่าคนอื่นก็น่าจะติดใจแยมของคุณย่าเหมือนตัวเอง เลยตัดสินใจลองทำไปขายเพื่อหาเงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ
โดเฮอร์ตี้ เริ่มนำแยมฝีมือตัวเองไปขายให้กับเพื่อนบ้านในเมืองเอดินเบิร์กก่อน ตามมาด้วยการวางขายในร้ายขายของชำ ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี ทั้งยังได้รับความสนใจจากสื่อท้องถิ่นเมืองบ้านเกิดนำผลิตภัณฑ์โฮมเมดของเขาไปตีพิมพ์ หลังขากมีคนเห็นสินค้ามากขึ้น ยอดออร์เดอร์จากบรรดาร้านรวงต่างก็เข้ามาไม่หยุด แต่ละสัปดาห์ต้องผลิตแยมเป็นพันๆขวด โดยยึดห้องครัวที่บ้านเป็นโรงงาน
พอมาถึงจุดที่ต้องเพิ่มการผลิตมากขึ้น พื้นที่ห้องครัวเริ่มเล็กเกินไป เขาจึงเริ่มนึกถึงการขยับขยายกิจการ แต่ก่อนจะเริ่มไปสู่บันไดอีกขั้น เขาได้ศึกษาตลาดโดยพบว่า เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง ประกับกับคนอังกฤษไม่ค่อยนิยมซื้อแยมนัก เนื่องจากมีน้ำตาลเยอะ ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ หนุ่มเจ้าความคิดจึงปรับสูตรแยมคุณย่าด้วยการตัดน้ำตาลออกไป แล้วหันมาใช้เนื้อผลไม้ 100 % และน้ำผลไม้ซึ่งมีความหวานจากธรรมชาติแทนเพื่อจะได้ตอบโจทย์ความต้องการและเป็นทางเลือกใหม่ของลูกค้า
สเต็ปต่อมา คือการหาโรงงานรองรับออร์เดอร์ที่เพิ่มขึ้น แต่ด้วยความที่ยังเป็นวัยรุ่นเงินยังไม่พอ ประสบการณ์ก็ยังไม่มี การสร้างโรงงานเองจึงเป็นเรื่องยากมาก พ่อค้าแยมหน้าหล่อจึงหาบริษัทที่ผลิตแยมอยู่แล้วเพื่อมารับจ้างผลิตแยมให้เขา พร้อมก้ับหาช่องทางนำสินค้าไปวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต
ความท้าทายใหญ่คือการโน้มน้าวให้ซูเปอร์มาร์เก็ตยอมรับแยมเพื่อสุขภาพไปวางจำหน่าย บนชั้นวางผลิตภัณฑ์ เขานำแยมไปเสนอขายให้กับ เวทโรส ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของอังกฤษ ปรากฎว่าถถูกปฎิเสธกลับมา เพราะฉลากสินค้ายังไม่สะดุดตาและต้นทุนการผลิตสูงเกินไป แต่หนุ่มสกอตยังไม่ท้อ นำคำแนะนำของเจ้าหน้าที่แผนกรับซื้อแยมมาปฏิบัติ ปรับแผนการดำเนินงานให้ง่ายขึ้น เปลี่ยนโรงงานรับผลิต แล้วกลับไปเสนอกับห้างเดิมอีกครั้ง ความพยายามคราวนี้ไม่สูญเปล่า เวทโรสยกนิ้วให้กับแบรนด์ Super Jam โฉมใหม่ และมีการเปิดตัวขายผลิตภัณฑ์ในเมืองเอดินเบิร์กอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน มี.ค. 2007
เพียงวันแรกที่เปิดตัว Super Jam ขายได้ถึง 1,500 ขวด ซึ่งมากกว่าจำนวนที่ห้างเวทโรสขายได้รวมกันทั้งเดือน จนทางห้างเองก็แปลกใจกับปรากฏการณ์ขายดีแบบเทน้ำเทท่านี้เช่นกัน ด้วยจำนวนการขายที่น่าพอใจ ส่งผลให้ทางห้างเทสโก้รีบติดต่อ โดเฮอร์ตี้ เพื่อสั่งแยมไปวางขายบ้าง จนตอนนี้ห้างค้าปลีกใหญ่ทุกห้างมี Super Jam ไปวางขายอยู่บนชั้นวางสินค้าอย่างแพร่หลายกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก
นอกจากปริมาณการขายทั่วโลกนับล้านขวดแล้ว สิ่งที่การันตีความสำเร็จของหนุ่มสกอตจากเมืองเอดินเบิร์กได้ดีอีกอย่างหนึ่งคือ รางวัลต่างๆ นับตั้งแต่เริ่มทำแยมโฮมเมดสูตรคุณย่าเป็นต้นมา เขาได้รับรางวัลมากกว่า 20 รางวัล อาทิ รางวัล Global Student Entrepreneur Of the Year 2007 ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลกสำหรับบุคคลที่เริ่มธุรกิจขณะยังเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี
หวงหนูป่อ
แม้ไทคูนหรือเศรษฐีแดนมังกรจะมีมากมาย และเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่หากจะกล่าวถึงผู้ที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะจนเป็นที่จดจำ หวงหนูป่อ คือหนึ่งในนั้น ด้วยเพราะเจ้าของและผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ Zhongkug Group วัย 58 ปี ไม่เพียงแต่มีแนวคิดทางธุรกิจที่ไม่เหมือนใคร แต่ยังมีงานอดิเรกที่ไม่ธรรมดา นั่นคือความสามารถด้านบทกวี โดยได้สร้างสรรค์ผลงานและตีพิมพ์จำหน่าย รวมถึงมีสำนักพิมพ์ต่างชาติซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลหลายภาษาอาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศษ เยอรมนี ญี่ปุ่น มองโกล และตุรกี จนเป็นที่มาของฉายาเจ้าสัวจอมกวี
หากจะกล่าวไปแล้ว กิจกรรมยามว่างของ หวง หยั่งรากลึกในตัวเขายิ่งกว่าทักษะด้านธุรกิจก็ว่าได้ เพราะเจ้าตัวมีความสนใจด้านภาษาและวรรณกรรมตั้งแต่เด็ก จนถึงระดับมหาวิทยาลัยก็เลือกศึกษาในคณะวรรณกรรมจีนของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แต่เริ่มแต่งบทกวีอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมปลายบางส่วนได้รับการเผยแพร่ด้วย อาทิ "อย่ารักฉันอีก" (Do not love me again) สลับกับเรื่องสั้น โดยจะใช้นามแฝงว่า หลัวหยิน ในผลงานของตัวเองทั้งหมด
อย่างไรก็ดี งานศิลป์ที่สร้างชื่อเสียงครั้งใหญ่ให้กับหวงที่สุด กลับไม่เกี่ยวกับตัวอักษร แต่เป็นการชุบชีวิตหมู่บ้านมรดกโลก "หงชุน" ในมณฑลอันฮุยซึ่งเริ่มในปี 1996 หลังก่อตั้งบริษัทจงคุณ (Zhongkun) 1 ปี หวง เดินทางไปเยี่ยมเพื่อนซึ่งเป็นรองผู้ว่าเมืองหยี่และได้เยี่ยมชมหมู่บ้านแห่งนี้
นักธุรกิจเจ้าบทเจ้ากลอน เผยว่า เมื่อได้เห็นชุมชนก็ตกหลุมรักในสถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่า 800 ปีทันที เพราะยังคงเหลือสภาพให้คนรุ่นใหม่ได้ชื่นชม ทว่า ภายใต้ความงามก็แลเห็นภัยเงียบที่คุกคามหมู่บ้านซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอันฮุย ทั้งการจัดการนักท่องเที่ยว โบราณสถานที่ไม่มีระบบดูแลสถานที่ซากสกปรกของคนที่มาทิ้งไว้ ทั้งที่นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้มากนัก เนื่องจากถนนหนทางของหมู่บ้านอันห่างไกลแห่งนี้ไม่ค่อยอำนวยต่อการสัญจร
แต่แทนที่จะรู้สึกผิดหวัง หวง กลับสร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนและคนในพื้นที่ ด้วยการขอซื้อที่ดินบางส่วนของหงซุน เพื่อก่อตั้งสำนักงานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง พร้อมกับเสนอความคิดและทุนทรัพย์บูรณะโบราณสถานแห่งนี้ โดยหลังจากที่ได้รับอนุมััติ ทุกคนยังต้องทึ่งอีกในวิธีการซ่อมแซ่มที่เป็นงานละเอียดมาก เพราะทุกจุดต้องแก้ไขต่อเติม หวง สั่งให้ใช้วัสดุที่ใกล้เคียงกับของเก่าแก่ที่เสียไปอาทิ ไม้ที่ผุผังก็ต้องแทนด้วยไม้อายุเก่าแก่ที่หาได้เฉพาะในป่าลึกเท่านั้น ซึ่งการฟื้นชีวิตสถานที่ใช้เวลานานหลายปี ท่ามกลางความสงสัยของผู้คนที่ทราบข่าว
กระทั่งหลังจากเสร็จเรียบร้อย และหมูบ้านเปิดให้ทุกคนเข้าเยี่ยมชมได้อีกครั้ง ทุกคนจึงค่อยๆ เข้าใจในวัตถุประสงค์ของเขา จากความแตกต่างแบบพลิกหน้ามือ โดยผู้คนให้ความสนใจเยี่ยมชมหงชุนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพิ่มรายได้การท่องเที่ยวหลายเท่าตัว ขณะเดียวกันการจัดการโบราณสถานก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ มรดกทางประวัติศาสตร์แดนมังกรจึงกลับสู่สภาพดีพร้อม กับปลูกฝั่งแนวทางการท่องเที่ยวที่ถนอมสถานที่ ที่สุด หวง จึงได้สิทธิ์ดูแลหมู่บ้านอย่างชอบธรรม แม้ว่าหงชุนจะยกฐานะเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2000 และส่งผลให้บริษัท Zhongkun กลายเป็นเอกชนเพียงแห่งเดียวของจีนที่ดูแลโบราณสถานโดยปริยาย
อานิสงส์ของการบูรณะครั้งนี้ ทำให้หงชุนมีชื่อเสียงข้ามคืนในผลงานพลิกพื้นแผ่นดินเพิ่มมูลค่าสถานที่ และได้รับมอบหมาย ให้เข้าจัดการกับพื้นที่อีกหลายแห่ง รวมถึงในไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังมากในช่วงปี 2011 นอกจากงานศิลป์แล้ว หวง ยังเป็นนักปีนเขามืออาชีพ และเป็นนักธุรกิจจีนคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ถึง 3 ครั้ง
โดยนอกจากความสุขทางใจไทคูนคนดัง เผยว่า กิจกรรมทั้งสองอย่างสอนให้เขาเข้าใจโลกในมุมที่แตกต่างกัน แง่ของความสงบจากการร่ายบทกวีที่เป็นวิธีระบายอารมณ์ และช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ ขณะที่การปีนเขาเหมือนพลัดเปลี่ยนความคิดและจิตวิญญาน และปลุกความกล้าฝ่าฟันอุปสรรคในตัวของเขาขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดเป็นผลดีต่อการดำเนินชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานทั้งสิ้น
หากจะกล่าวไปแล้ว กิจกรรมยามว่างของ หวง หยั่งรากลึกในตัวเขายิ่งกว่าทักษะด้านธุรกิจก็ว่าได้ เพราะเจ้าตัวมีความสนใจด้านภาษาและวรรณกรรมตั้งแต่เด็ก จนถึงระดับมหาวิทยาลัยก็เลือกศึกษาในคณะวรรณกรรมจีนของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แต่เริ่มแต่งบทกวีอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมปลายบางส่วนได้รับการเผยแพร่ด้วย อาทิ "อย่ารักฉันอีก" (Do not love me again) สลับกับเรื่องสั้น โดยจะใช้นามแฝงว่า หลัวหยิน ในผลงานของตัวเองทั้งหมด
อย่างไรก็ดี งานศิลป์ที่สร้างชื่อเสียงครั้งใหญ่ให้กับหวงที่สุด กลับไม่เกี่ยวกับตัวอักษร แต่เป็นการชุบชีวิตหมู่บ้านมรดกโลก "หงชุน" ในมณฑลอันฮุยซึ่งเริ่มในปี 1996 หลังก่อตั้งบริษัทจงคุณ (Zhongkun) 1 ปี หวง เดินทางไปเยี่ยมเพื่อนซึ่งเป็นรองผู้ว่าเมืองหยี่และได้เยี่ยมชมหมู่บ้านแห่งนี้
นักธุรกิจเจ้าบทเจ้ากลอน เผยว่า เมื่อได้เห็นชุมชนก็ตกหลุมรักในสถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่า 800 ปีทันที เพราะยังคงเหลือสภาพให้คนรุ่นใหม่ได้ชื่นชม ทว่า ภายใต้ความงามก็แลเห็นภัยเงียบที่คุกคามหมู่บ้านซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอันฮุย ทั้งการจัดการนักท่องเที่ยว โบราณสถานที่ไม่มีระบบดูแลสถานที่ซากสกปรกของคนที่มาทิ้งไว้ ทั้งที่นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้มากนัก เนื่องจากถนนหนทางของหมู่บ้านอันห่างไกลแห่งนี้ไม่ค่อยอำนวยต่อการสัญจร
แต่แทนที่จะรู้สึกผิดหวัง หวง กลับสร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนและคนในพื้นที่ ด้วยการขอซื้อที่ดินบางส่วนของหงซุน เพื่อก่อตั้งสำนักงานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง พร้อมกับเสนอความคิดและทุนทรัพย์บูรณะโบราณสถานแห่งนี้ โดยหลังจากที่ได้รับอนุมััติ ทุกคนยังต้องทึ่งอีกในวิธีการซ่อมแซ่มที่เป็นงานละเอียดมาก เพราะทุกจุดต้องแก้ไขต่อเติม หวง สั่งให้ใช้วัสดุที่ใกล้เคียงกับของเก่าแก่ที่เสียไปอาทิ ไม้ที่ผุผังก็ต้องแทนด้วยไม้อายุเก่าแก่ที่หาได้เฉพาะในป่าลึกเท่านั้น ซึ่งการฟื้นชีวิตสถานที่ใช้เวลานานหลายปี ท่ามกลางความสงสัยของผู้คนที่ทราบข่าว
กระทั่งหลังจากเสร็จเรียบร้อย และหมูบ้านเปิดให้ทุกคนเข้าเยี่ยมชมได้อีกครั้ง ทุกคนจึงค่อยๆ เข้าใจในวัตถุประสงค์ของเขา จากความแตกต่างแบบพลิกหน้ามือ โดยผู้คนให้ความสนใจเยี่ยมชมหงชุนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพิ่มรายได้การท่องเที่ยวหลายเท่าตัว ขณะเดียวกันการจัดการโบราณสถานก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ มรดกทางประวัติศาสตร์แดนมังกรจึงกลับสู่สภาพดีพร้อม กับปลูกฝั่งแนวทางการท่องเที่ยวที่ถนอมสถานที่ ที่สุด หวง จึงได้สิทธิ์ดูแลหมู่บ้านอย่างชอบธรรม แม้ว่าหงชุนจะยกฐานะเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2000 และส่งผลให้บริษัท Zhongkun กลายเป็นเอกชนเพียงแห่งเดียวของจีนที่ดูแลโบราณสถานโดยปริยาย
อานิสงส์ของการบูรณะครั้งนี้ ทำให้หงชุนมีชื่อเสียงข้ามคืนในผลงานพลิกพื้นแผ่นดินเพิ่มมูลค่าสถานที่ และได้รับมอบหมาย ให้เข้าจัดการกับพื้นที่อีกหลายแห่ง รวมถึงในไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังมากในช่วงปี 2011 นอกจากงานศิลป์แล้ว หวง ยังเป็นนักปีนเขามืออาชีพ และเป็นนักธุรกิจจีนคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ถึง 3 ครั้ง
โดยนอกจากความสุขทางใจไทคูนคนดัง เผยว่า กิจกรรมทั้งสองอย่างสอนให้เขาเข้าใจโลกในมุมที่แตกต่างกัน แง่ของความสงบจากการร่ายบทกวีที่เป็นวิธีระบายอารมณ์ และช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ ขณะที่การปีนเขาเหมือนพลัดเปลี่ยนความคิดและจิตวิญญาน และปลุกความกล้าฝ่าฟันอุปสรรคในตัวของเขาขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดเป็นผลดีต่อการดำเนินชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานทั้งสิ้น
วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
พอล ลินด์ลีย์
ด้วยอาชีพผู้ทำงานเบื้องหลังรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก พอล ลินด์ลีย์จึงได้รับข้อมูลข่าวสารและอยู่สถานการณ์เกี่ยวกับเด็กเสมอ ซึ่งเรื่องหนึ่งที่เขาตระหนักอยู่ตลอดเวลาและเป็นอย่างเดียวกับที่คนทั่วโลกรับทราบคือ โภชนาการและอาหารของอังกฤษมีคุณภาพต่ำลง และคนรุ่นใหม่ของที่นี้กำลังป่วยเป็นโรงอ้วนและมีความผิดปกติทางการกินมากขึ้น
กระทั่งเมื่อเขามีลูกคนเเรก ปัญหาดังกล่าวก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น แต่ระยะเวลาที่ผ่านไปอาหารในแบบที่พ่อแม่ส่วนใหญ่รวมถึงเขาต้องการ มีคุณค่าทางสารอาหารครบ รสชาติอร่อย เหมาะสำหรับเด็ก และทำมาจากส่วนผสมธรรมชาติที่ปลอดภัยก็ยังไม่แพร่หลายทั้งยังมีราคาแพง ผู้จัดการอาวุโสของรายการโทรทัศน์จึงตัดสินใจลงมือทำเอง ถึงขั้นลงทุนลาออกจากตำแหน่งสูงที่มีค่าตอบแทนมหาศาล เพื่อมาเริ่มต้นทำสิ่งที่คิดเอาไว้ให้เป็นจริง
ช่วงปีแรก ลินด์ลีย์ หาข้อมูลและศึกษางานเกี่ยวกับอาหารด้วยตัวเอง เพื่อกำหนดเป้าหมายและขอบข่ายของอาหารที่อยากทำก่อนร่วมือกับฝ่ายอาหารและวิทยาศาสตร์ โภชนาการของมหาวิทยาลัยรีดดิง ประเทศอังกฤษ พัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นรูปร่างจริงๆ
หลังจากใช้เวลานานกว่า 2 ปี กับเงินส่วนตัว 25,000 ปอนด์ ในที่สุดอาหารสำเร็จรูปพร้อทานด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สดใสสะดุดตาเด็ก Ella is Kitchen ก็กลายเป็นรูปเป็นร่าง โดยเขาคิดชื่อของลูกสาวคนแรกของเขา
"ระยะเวลาที่ผ่านไปอาหารในแบบที่พ่อแม่ส่วนใหญ่รวมถึงเขาต้องการ ก็ยังไม่แพร่หลายทั้งยังมีราคาแพง จึงตัดสินใจลงมือทำเอง ลงทุนลาออกจากตำแหน่งสูงเพื่อมาเริ่มต้นทำสิ่งที่คิดเอาไว้ให้เป็นจริง"
ที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับเขาให้เริ่มโครงการนี้ จากนั้นก็ถึงเวลาระดมส่งอีเมล์และโทรศัพท์ทาบทามเสนอสินค้าให้กับห้างร้านเล็กใหญ่เพื่อหาช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากเช่นกัน ลินด์ลีย์
เล่าถึงช่วงเวลานั้นว่า "เมื่อเราสามารถเชิญพวกเขา (บริษัท) มาประชุมรับฟังได้แล้ว เราต้องนำเสนอด้วยพลังและความมุ่งมั่น เพื่อที่ให้เป็นที่จดจำและผ่านไปสู่ขั้นตอนอนุมัติวางขายต่อไป
ความตั้งใจเป็นผลในปี 2005 เมื่อเครือซุปเปอร์มาร์เกต็ Sainbury s ของอังกฤษอนุมัติรับสินค้าของเขาไปวางขาย โดยให้เวลา 4 เดือนพิสูจน์ผลงาน โดยหลังจากได้ไฟเขียวลินด์ลีย์ ก็ทุ่มสุดตัวอีกครั้งด้วยการนำบ้านไปจำนองเพื่อหาทุนเพิ่มอีก 200,000 ปอนด์ จ้างบริษัทด้านอาหารที่เชื่อถือได้ของสกอตแลนด์ผลิตสินค้าและจัดการทีมส่งของเพื่อให้ส่งของทันจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีมากว่า 350 สาขา
คุณพ่อหัวใสยังเลือกสถานีโทรทัศน์ที่ทำงานเก่าของตัวเองเป็นช่องทางในการโปรโมทสินค้าด้วย ซึ่งนอกจาก่จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ลินด์ลีย์ ยังคุกคือถึงขั้นทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับสถานีให้โฆษณาสินค้าฟรีแลกกับกำไรจากการขายอาหาร โดยหลังจากการโฆษณาสินค้ามีการตอบรับอย่างเห็นได้ชัด ลินด์ลีย์ถึงขั้นไปติดตามดูที่ชั้นขายสินค้าและสาขาต่างๆ ด้วยตัวเอง เพื่อสอบถามความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ซื้อสินค้าให้ลุกน้อยโดยตรง
เมื่อสินค้ามีฟีดแบ็กดีจนคนพูดกันปากต่อปาก ห้างค้าปลีกก็ยินดีต่อสัญญาวางจำหน่ายสินค้าออกไป ตามาด้วยร้านค้าใหญ่ๆที่สนใจ Ella is Kitchen เพิ่มขึ้นด้วย และหลังจากนั้น 3 ปี ยังขยายส่งออกไปต่างประเทศ ได้แก่ สวีเดน นอร์เวย์ และสหรัฐด้วย
การแตกกิ่งก้านครั้งใหญ่ของธุรกิจที่เริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์ความคิดเล็กๆ มีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง ลินด์ลีย์ ทราบดีว่าธุรกิจหลายแห่งที่เติบโตพรวดพราดสะดุดและล้มไม่เป็นท้ากลางคันมีมากมาย เขาเผยว่าตัวเองเป็นนักบัญชีมาก่อน จึงรู้ว่าเมื่อทำธุรกิจได้ควรสำรองเงินไว้ในบัญชีธนาคาร มิใช่หลงระเริงใช้จ่ายรายรับ แต่ถึงกระนั้นบางอย่างก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่น การลอกเลียนแบบสินค้าในสหรัฐ ซึ่งหลังจากที่ทำตลาดใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ ผู้ผลิตหลายแห่งก็หันมาลอกเลียนแบบ แถมยังเสนอราคาขายที่ต่ำกว่าด้วย
ทางออกที่เขาคิดได้เวลานั้นมี 3 ทางคือ ออกจากตลาดสหรัฐ เตรียมตัวขาดทุน และสร้างความสัมพันธ์กับบริษัทผู้ผลิตในเมืองลุงแซมเพื่อลดความเสี่ยงครั้งนี้ ซึ่ง ลินด์ลีย์เลือกทางเลือกที่ 3 โดยตัดสินใจขาย Ella is Kitchen ให้กับ Hain Celestial นับเงินมูลค้า 66 ล้านปอนด์
การขายครั้งนี้มีข้อตกลงให้เขาเป็นผู้บริหารใหญ่ของบริษัทต่อไป ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งวัย 51 ปีขณะนี้ เปิดใจว่า เขายังไม่มีความคิดว่าจะเกษียณตัวเองจากตำแหน่งนี้เพราะรู้สึกผูกพันกับธุรกิจนี้ ยิ่งกว่านั้นก็คือ นี่เป็นช่องทางที่ให้เขาได้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมต่อไปด้วย
3 มิชชั่น สร้างธุรกิจยิ่งใหญ่
ดีเหมือนทำอาหารทานเอง ผลิตภัณฑ์ของ เอลล่าส์ คิดเซ่น ไม่เติมสารปรุงแต่งรส หรือเกลือและน้ำตาลเพิ่ม ส่วนประกอบทั้งหมดปลูกและเลี้ยงตามธรรมชาติ หากเป็นผักและผลไม้จะใช้แบบผลสด ไม่ผ่านการเชื่อมหรือถนอมอาหาร
รสชาตต้องดี หน้าตาต้องชวยหยิบ ช่วยให้พ่อแม่เลี้ยงลูกง่ายขึ้น ฉลากของอาหารจะระบุอย่างชัดเจนว่าเหมาะสำหรับเด็กช่วงวัยไหน ให้คุณค่าสารอาหารแบบใดเป็นพิเศษ มีขนาดพอเหมาะสำหรับการบริโภคแต่ละครั้ง เพื่อคุณค่าสารอาหารครบถ้วน
หยูหมิ่นหง
จีนจัดว่าเป็นชาติที่นักเรียนนักศึกษาให้ความสำคัญกับการศึกษามากที่สุดในภูมิภาคเอเชียและของโลก ระดับการศึกษาที่พวกเขาตั้งเป้ากัยยังเป็นระดับที่สูงอย่างอุดมศึกษา อุดมศึกษาที่กล่าวถึงต้องมีคุณภาพและชื่อเสียงพร้อมสรรพ กล่าวคือ นักเรียนจะต้องมุ่งมั่นเก็บเกี่ยวความรู้กันตั้งแต่ชั้นประถมและมัธยมศึกษา เพื่อให้สามารถสอบผ่าน "เกาเข่า" (Gaokao) ระบบเอ็นทรานซ์ที่เป็นประตูด่านสำคัญไปสู่สาขาวิชาเรียนและมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจไว้ ซึ่งโอกาสและช่องทางที่ดีก็จะพาผู้เรียนไปสู่หน้าที่การงานที่รุ่งโรจน์ และสถานะทางสังคมที่ดีหลังจากนี้เป็นต้นไป
นักเรียนที่เข้าสู่ช่วงเอ็นทรานซ์แล้ว ส่วนใหญ่มักรู้จักชือของ หยู่หมิ่นหง หรือ ไม่เคิล หยู โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจเรียนต่อในต่างแดน เพราะเขาผู้นี้มีฉายาว่า "เจ้าพ่อแห่งการศึกษาต่างประเทศ" ที่มีชื่อเสียงอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษาจีนในสหรัฐและแคนนาดา ในฐานะครูสอนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดคนหนึ่งในแผ่นดินจีน และผู้ที่ค่อยไต่ขึ้น จากผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาและวิธีการสอนที่ได้ผลดีกับผู้เรียน เป็นประธานโรงเรียนกวดวิชาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่ชื่อ New Oriental Education & Technology Group Inc.
บุคคลที่ติดอันดับความร่ำรวยที่สุด ด้วยทรัพย์สินส่วนตัวไม่ต่ำกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ประสาทความรู้ด้วยวิชาการแก่นักเรียนมานานกว่า 17 ปี พร้อมๆ กับเล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้ฟัง ซึ่งเป็นของแถมที่ล้ำค่าไม่แพ้กับความรู้ในห้องเรียน
เพราะสิ่งที่เขาบอกเล่าแตกต่างอย่างคาดไม่ถึงจากจุดที่เห็นทุกวันนี้มาก เริืมตั้งแต่ครอบครัวสมัยยังเด็ก ที่ประกอบอาชีพชาวนาอยู่ในชนบทเจียงหยิน มณฑลเจียงซู แม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและฐานะไม่ดี แต่แม่ก็ส่งเสริมให้บุตรชายได้เรียนหนังสือ การส่งเสริมของครอบครัวถือว่าอยู่ในระดับประเสริฐขั้นสุด เพราะ หยู ไม่ใช่คนที่เรียนดี แถมสอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดถึงสองรอบ และเมื่อสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ไม่นาน หยู ป่วยหนักจนต้องพักการเรียนนานกว่า 1 ปีในเวลานั้น เขาไม่ค่อยมีเพื่อน และคนส่วนใหญ่ยังดูถูกเขา ด้วยความด้อยกว่าแทบจะทุกด้าน แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ทั้งยังกล่าวติดตลกว่า "ไม่มีสาวคนไหนเหลียวมองเขาเลย ตลอด 5 ปีที่อยู่่ในมหาวิทยาลัย"
ช่วงเวลาทั้งหมดนั้น หยู จึงทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มร้อยจริงๆ จนปี 1985 เขาคว้าปริญญาได้สำเร็จและเริ่มต้นทำงานเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยที่ตัวเองจบมา พร้อมกับเปิดสอนพิเศษนอกชั้นเรียนด้วย เพื่อหาเลี้ยงตัวเองและเก็บเงินเป็นทุนเรียนต่อในต่างประเทศ ซึ่งได้สมัครเรียนไว้แล้วโดยใช้ความพยายามนานกว่า 3 ปี ไม่จบแค่นั้น เพราะเขาถูกปฎิเสธการออกวีซ่านักศึกษาอีกทอดหนึ่ง
ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของเขาเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เมื่อ หยูถูกลงโทษจากทางมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ด้วยการประกาศความผิดทางสถานีวิทยุทั่วสถาบันการศึกษาเพราะเปิดคลาสสอนนอกเวลา ซึ่งทำให้เขารู้สึกแย่มาก จนตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยที่เขารักหลังทำหน้าที่สอนอยู่นานถึง 6 ปี ทั้งนี้ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เขาถอดใจเลิกอาชีพพ่อพิมพ์ แต่คิดว่าจะหาช่องทางที่เหมาะสมกับตัวเอง จึงเจรจากับโรงเรียนกวดวิชาซึ่งเขารับงานสอนว่า ขอตั้งแผนกฝึกภาษาอังกฤษแยกโดยใช้ชื่อของสถาบันแลกเปลี่ยนกับรายได้ 15 % ของรายได้ทั้งหมด
หลังจากตกลงกันได้ หยู ก็เริ่มเช่าพื้นที่ในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งเป็นห้องเรียน โดยมีภรรยาช่วยอีกแรงหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก เขาจึงเปิดคอร์สให้ผู้ที่มีแผนจะไปศึกษาต่อต่างประเทศเรียนฟรี ซึ่งลูกศิษย์ที่เรียนเมื่อสอบติดได้ศึกษาเล่าเรียนต่างแดน ก็เป็นการทำชื่อเสียงให้กับครูผู้สอนไปในตัว จนได้รับการพูดปากต่อปาก ในเวลาไม่นานคลาสของเขาก็มีนักเรียนมาเรียนกันแน่นชั้น จนมีชื่อเสียงทั้งกรุงปักกิ่งและมีรายได้มากพอที่จะเปิดโรงเรียนกวดวิชาเป็นของตัวเองจริงๆ ในชื่อ "นิว โอเรียนทอล เอดูเคชั่น" (New Oriental Education) ในปี 1993
แต่ช่วงเริ่มต้นก็ไม่ง่ายนัก เนื่องจากการตั้งโรงเรียนกวดวิชาอนุญาตให้เฉพาะอาจารย์ที่เกษียณอายุหรือผู้ที่มีวุฒิระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ขึ้นไปเท่านั้น หยู จึงได้เพียงยื่นคำร้อง แต่เพราะสถาบันเขามีชื่อเสียง ในเวลาต่อมา ศูนย์การศึกษาเขตไห่เตี้ยน ซึงรับผิดชอบในท้องที่ของโรงเรียนจึงออกใบอนุญาตให้ หลังจากนั้น หยู ก็มีอำนาจเต็มที่ในการควบคุมการสอน และจัดการรายได้แต่เพียงผู้เดียว จนมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ 1 ปีต่อมาหลังจากนั้น
ช่วงแรก ติวเตอร์หนุ่มรู้สึกสองจิตสองใจที่จะทิ้งลูกศิษย์ที่มีมากกว่า 2 พันคน ณเวลานั้นไป แต่พอมองเห็นตัวเลขของผู้เรียนที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต เขาก็เลือกหาความรู้เพิ่มในสหรัฐ ซึ่งที่นั่นเขาได้ชักชวนเพื่อนๆ ที่เป็นทั้งอดีตอาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นเรียนภาษาอังกฤษมาช่วยสอน จนเมื่อเรียนจบและกลับมาเปิดโรงเรียนสอนอีกครั้ง หยู สามารถขยายห้องเรียนได้มากขึ้นและขยายสาขาจนประสบความสำเร็จ นับแต่นั้นผ่านมา 17 ปี นิวโอเรียนทอลมีสถานที่เรียนมากถึง 500 สาขา ใน 48 เมืองทั่วประเทศ และมีหนังสือที่ขายเฉพาะตำราของ หยู อีก 47 ร้าน ที่สำคัญกว่านั้นคือ ได้ให้ความรู้ภาษาอังกฤษแก่นักเรียนไปมากกว่า 15 ล้านคน
กับความจริงที่เป็นข้อคิดกึ่งกำลังใจแก่ทุกคนว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างเขา ทำผิดพลาดมาก็มาก ลำบากก็ไม่น้อย แต่เพราะไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคไปเสียก่อน จึงประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ และใช้อุปสรรคที่ผ่านมาแปรเป็นพลังให้กล้าฝ้นในสิ่งที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
นักเรียนที่เข้าสู่ช่วงเอ็นทรานซ์แล้ว ส่วนใหญ่มักรู้จักชือของ หยู่หมิ่นหง หรือ ไม่เคิล หยู โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจเรียนต่อในต่างแดน เพราะเขาผู้นี้มีฉายาว่า "เจ้าพ่อแห่งการศึกษาต่างประเทศ" ที่มีชื่อเสียงอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษาจีนในสหรัฐและแคนนาดา ในฐานะครูสอนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดคนหนึ่งในแผ่นดินจีน และผู้ที่ค่อยไต่ขึ้น จากผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาและวิธีการสอนที่ได้ผลดีกับผู้เรียน เป็นประธานโรงเรียนกวดวิชาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่ชื่อ New Oriental Education & Technology Group Inc.
บุคคลที่ติดอันดับความร่ำรวยที่สุด ด้วยทรัพย์สินส่วนตัวไม่ต่ำกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ประสาทความรู้ด้วยวิชาการแก่นักเรียนมานานกว่า 17 ปี พร้อมๆ กับเล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้ฟัง ซึ่งเป็นของแถมที่ล้ำค่าไม่แพ้กับความรู้ในห้องเรียน
เพราะสิ่งที่เขาบอกเล่าแตกต่างอย่างคาดไม่ถึงจากจุดที่เห็นทุกวันนี้มาก เริืมตั้งแต่ครอบครัวสมัยยังเด็ก ที่ประกอบอาชีพชาวนาอยู่ในชนบทเจียงหยิน มณฑลเจียงซู แม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและฐานะไม่ดี แต่แม่ก็ส่งเสริมให้บุตรชายได้เรียนหนังสือ การส่งเสริมของครอบครัวถือว่าอยู่ในระดับประเสริฐขั้นสุด เพราะ หยู ไม่ใช่คนที่เรียนดี แถมสอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดถึงสองรอบ และเมื่อสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ไม่นาน หยู ป่วยหนักจนต้องพักการเรียนนานกว่า 1 ปีในเวลานั้น เขาไม่ค่อยมีเพื่อน และคนส่วนใหญ่ยังดูถูกเขา ด้วยความด้อยกว่าแทบจะทุกด้าน แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ทั้งยังกล่าวติดตลกว่า "ไม่มีสาวคนไหนเหลียวมองเขาเลย ตลอด 5 ปีที่อยู่่ในมหาวิทยาลัย"
ช่วงเวลาทั้งหมดนั้น หยู จึงทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มร้อยจริงๆ จนปี 1985 เขาคว้าปริญญาได้สำเร็จและเริ่มต้นทำงานเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยที่ตัวเองจบมา พร้อมกับเปิดสอนพิเศษนอกชั้นเรียนด้วย เพื่อหาเลี้ยงตัวเองและเก็บเงินเป็นทุนเรียนต่อในต่างประเทศ ซึ่งได้สมัครเรียนไว้แล้วโดยใช้ความพยายามนานกว่า 3 ปี ไม่จบแค่นั้น เพราะเขาถูกปฎิเสธการออกวีซ่านักศึกษาอีกทอดหนึ่ง
ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของเขาเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เมื่อ หยูถูกลงโทษจากทางมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ด้วยการประกาศความผิดทางสถานีวิทยุทั่วสถาบันการศึกษาเพราะเปิดคลาสสอนนอกเวลา ซึ่งทำให้เขารู้สึกแย่มาก จนตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยที่เขารักหลังทำหน้าที่สอนอยู่นานถึง 6 ปี ทั้งนี้ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เขาถอดใจเลิกอาชีพพ่อพิมพ์ แต่คิดว่าจะหาช่องทางที่เหมาะสมกับตัวเอง จึงเจรจากับโรงเรียนกวดวิชาซึ่งเขารับงานสอนว่า ขอตั้งแผนกฝึกภาษาอังกฤษแยกโดยใช้ชื่อของสถาบันแลกเปลี่ยนกับรายได้ 15 % ของรายได้ทั้งหมด
หลังจากตกลงกันได้ หยู ก็เริ่มเช่าพื้นที่ในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งเป็นห้องเรียน โดยมีภรรยาช่วยอีกแรงหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก เขาจึงเปิดคอร์สให้ผู้ที่มีแผนจะไปศึกษาต่อต่างประเทศเรียนฟรี ซึ่งลูกศิษย์ที่เรียนเมื่อสอบติดได้ศึกษาเล่าเรียนต่างแดน ก็เป็นการทำชื่อเสียงให้กับครูผู้สอนไปในตัว จนได้รับการพูดปากต่อปาก ในเวลาไม่นานคลาสของเขาก็มีนักเรียนมาเรียนกันแน่นชั้น จนมีชื่อเสียงทั้งกรุงปักกิ่งและมีรายได้มากพอที่จะเปิดโรงเรียนกวดวิชาเป็นของตัวเองจริงๆ ในชื่อ "นิว โอเรียนทอล เอดูเคชั่น" (New Oriental Education) ในปี 1993
แต่ช่วงเริ่มต้นก็ไม่ง่ายนัก เนื่องจากการตั้งโรงเรียนกวดวิชาอนุญาตให้เฉพาะอาจารย์ที่เกษียณอายุหรือผู้ที่มีวุฒิระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ขึ้นไปเท่านั้น หยู จึงได้เพียงยื่นคำร้อง แต่เพราะสถาบันเขามีชื่อเสียง ในเวลาต่อมา ศูนย์การศึกษาเขตไห่เตี้ยน ซึงรับผิดชอบในท้องที่ของโรงเรียนจึงออกใบอนุญาตให้ หลังจากนั้น หยู ก็มีอำนาจเต็มที่ในการควบคุมการสอน และจัดการรายได้แต่เพียงผู้เดียว จนมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ 1 ปีต่อมาหลังจากนั้น
ช่วงแรก ติวเตอร์หนุ่มรู้สึกสองจิตสองใจที่จะทิ้งลูกศิษย์ที่มีมากกว่า 2 พันคน ณเวลานั้นไป แต่พอมองเห็นตัวเลขของผู้เรียนที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต เขาก็เลือกหาความรู้เพิ่มในสหรัฐ ซึ่งที่นั่นเขาได้ชักชวนเพื่อนๆ ที่เป็นทั้งอดีตอาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้นเรียนภาษาอังกฤษมาช่วยสอน จนเมื่อเรียนจบและกลับมาเปิดโรงเรียนสอนอีกครั้ง หยู สามารถขยายห้องเรียนได้มากขึ้นและขยายสาขาจนประสบความสำเร็จ นับแต่นั้นผ่านมา 17 ปี นิวโอเรียนทอลมีสถานที่เรียนมากถึง 500 สาขา ใน 48 เมืองทั่วประเทศ และมีหนังสือที่ขายเฉพาะตำราของ หยู อีก 47 ร้าน ที่สำคัญกว่านั้นคือ ได้ให้ความรู้ภาษาอังกฤษแก่นักเรียนไปมากกว่า 15 ล้านคน
กับความจริงที่เป็นข้อคิดกึ่งกำลังใจแก่ทุกคนว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างเขา ทำผิดพลาดมาก็มาก ลำบากก็ไม่น้อย แต่เพราะไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคไปเสียก่อน จึงประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ และใช้อุปสรรคที่ผ่านมาแปรเป็นพลังให้กล้าฝ้นในสิ่งที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บันได้ 12 ขั้น สู่ฝัน "สตาร์บัคส์"
นับจากเปิดตัวเป็นร้านกาแฟเล็กๆ เมื่อปี 1971 ในซีแอตเทิล กระทั่งวันนี้ผ่านมากว่า 4 ทศวรรษ สตาร์บัคส์กลายเป็นร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก มีสาขากว่า 20,000 สาขาใน 65 ประเทศ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดอยู่เท่านี้ นี่คือสิ่งที่ร้านกาแฟที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดสหรัฐยึดถือเป็นแนวทางมาตลอดจนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
1. มีพันธกิจ เป็นแรงบันดาลใจและหล่อหลอมจิตวิญญานของมนุษยื ครั้งละคน ครั้งละแก้ว ครั้งละชุมชน คือพันธกิจหลักของสตาร์บัคส์ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจและยังคงถือปฎิบัติเรื่อยมาตลอดกว่า 4 ทศวรรษ นอกเหนือจากเป็นร้านกาแฟแก้วโปรดของใครหลายคนแล้ว สตาร์บัคส์ยังเป็นสถานที่ให้หลีกหนีจากความวุ่นวาย เป็นแหลังนัดพบเพื่อนฝูงหรือเจรจาธุรกิจ
2.ตั้งคำถามกับลูกค้า พนักงานในร้านจถามลูกค้าหน้าใหม่ที่เข้ามาใช้บริการว่าต้องการรับสินค้าอะไร ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพสำหรับงานบริการ เนื่องจากเมื่อรู้ความต้องการแล้วจะได้ช่วยแนะนำทางเลือกให้กับลูกค้าได้ตรงจุด
3.เข้าถึงลูกค้าและพนักงาน การจำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ละเอียดอ่อนอย่างเมนู รสชาติโปรด หรือแม้แต่ชื่อของลูกค้าได้สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นการแสดงถึงความเอาใจใส่
4.แหวกแนว เเม้บริษัทต้องมั่นคงในการรักษารากเหง้าของตัวเอง ขณะเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องคิดพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ด้วย เดิมทีสตาร์บัคส์มีแต่กาแฟให้นั่งดื่มในร้านเท่านั้น ต่อมามีการผลิตกาแฟสำเร็จรูปแบบซองให้ลูกค้าได้ลิ้มรสกาแฟถ้วยโปรดได้จากที่บ้านเสมือนไปนั่งดื่มที่ร้าน นอกจากนี้ ยังนำระบบการจ่ายเงินผ่านแอพในโทรศัพท์มือถือเข้ามาใช้เป็นรายแรกๆ เพื่ออำนวยความสะดวก ดังนั้น ต้องจำไว้ว่าในขณะพยายามคงความเป็นตัวตนไว้ ก็ต้องรู้จักปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
5.รับผิดชอบ ทุกคนย่อมเคยผิดพลาด แต่เมื่อผิดแล้วต้องยอมรับและขอโทษแบบมืออาชีพ
6.ใช้โซเซียลมีเดียในการโปรโมทสินค้า และทำการตลาด โดยการเลือกรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะกับสินค้า
7.ทุกอย่างมีความหมาย ใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย ให้ความสำคัญทุกรายละเอียดอย่างที่ผู้บริหารสตาร์บัคส์ปฎิเสธแนวคิดการใช้ทิชชูชั้นเดียวเพื่อประหยัดต้นทุน เนื่องจากไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เน้นความหรูหราในราคาที่ทุกคนจ่ายได้
8.เลือกพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคู่ค้า หรือองค์กรที่ให้ทำงานรับใช้สังคม เนื่องจากการจับมือร่วมกันเป็นโอกาสที่ดีจะได้แนะนำสินค้าสู่กลุ่มลูกค้าใหม่
9.คงเส้นคงวา คุณภาพของการบริการและสินค้าของทุกสาขาจากบริษัทเดียวกันต้องเหมือนกัน อย่างที่ลูกค้าของสตาร์บัคส์สามารถดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติเหมือนเดิมไม่ว่าจะซื้อจากสาขาไหนในโลก
10.กลมกลืนกับชุมชน นอกจากรสชาติกาแฟทุกแก้วจะเหมือนกันแล้ว สตาร์บัคส์ยังใช้กลยุทธ์เข้าถึงแต่ละชุมชนที่ไปเปิดร้านด้วยการทำตัวให้เข้ากับท้องที่นั้นๆ จนเกือบจะเป็นแบรนด์ของท้องถิ่นมากกว่าแบรนด์จากต่างชาติ
11.มีผู้นำที่ดี ผู้บังคับบัญชาการทัพที่ดีจะสามารถนำพา "ทหาร" ทั้งกองทัพไปสู่ชัยชนะอย่างงดงาม
12.กล้าคิดต่าง ในขณะที่บางคนกลัวว่ากลยุทธ์ "เปิดร้านทุกมุมถนน" จะเป็นการแย่งลูกค้ากันเอง ด้วยการวางหมากในจุดสำคัญ เพื่อเปิดทางไม่ให้รายอื่นเข้ามาชิงพื้นที่ โฮวาร์ด ซูลท์ส CEO ของ
สตาร์บัคส์ สรุปว่า แม้การทำส่ิงที่บริษัทอื่นไม่อาจเป็นการเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็คุ้มค่ากับการลองเสี่ยง หากนั่นจำนำมาซึ่งผลกำไรของบริษัท
1. มีพันธกิจ เป็นแรงบันดาลใจและหล่อหลอมจิตวิญญานของมนุษยื ครั้งละคน ครั้งละแก้ว ครั้งละชุมชน คือพันธกิจหลักของสตาร์บัคส์ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจและยังคงถือปฎิบัติเรื่อยมาตลอดกว่า 4 ทศวรรษ นอกเหนือจากเป็นร้านกาแฟแก้วโปรดของใครหลายคนแล้ว สตาร์บัคส์ยังเป็นสถานที่ให้หลีกหนีจากความวุ่นวาย เป็นแหลังนัดพบเพื่อนฝูงหรือเจรจาธุรกิจ
2.ตั้งคำถามกับลูกค้า พนักงานในร้านจถามลูกค้าหน้าใหม่ที่เข้ามาใช้บริการว่าต้องการรับสินค้าอะไร ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพสำหรับงานบริการ เนื่องจากเมื่อรู้ความต้องการแล้วจะได้ช่วยแนะนำทางเลือกให้กับลูกค้าได้ตรงจุด
3.เข้าถึงลูกค้าและพนักงาน การจำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ละเอียดอ่อนอย่างเมนู รสชาติโปรด หรือแม้แต่ชื่อของลูกค้าได้สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นการแสดงถึงความเอาใจใส่
4.แหวกแนว เเม้บริษัทต้องมั่นคงในการรักษารากเหง้าของตัวเอง ขณะเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องคิดพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ด้วย เดิมทีสตาร์บัคส์มีแต่กาแฟให้นั่งดื่มในร้านเท่านั้น ต่อมามีการผลิตกาแฟสำเร็จรูปแบบซองให้ลูกค้าได้ลิ้มรสกาแฟถ้วยโปรดได้จากที่บ้านเสมือนไปนั่งดื่มที่ร้าน นอกจากนี้ ยังนำระบบการจ่ายเงินผ่านแอพในโทรศัพท์มือถือเข้ามาใช้เป็นรายแรกๆ เพื่ออำนวยความสะดวก ดังนั้น ต้องจำไว้ว่าในขณะพยายามคงความเป็นตัวตนไว้ ก็ต้องรู้จักปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
5.รับผิดชอบ ทุกคนย่อมเคยผิดพลาด แต่เมื่อผิดแล้วต้องยอมรับและขอโทษแบบมืออาชีพ
6.ใช้โซเซียลมีเดียในการโปรโมทสินค้า และทำการตลาด โดยการเลือกรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะกับสินค้า
7.ทุกอย่างมีความหมาย ใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย ให้ความสำคัญทุกรายละเอียดอย่างที่ผู้บริหารสตาร์บัคส์ปฎิเสธแนวคิดการใช้ทิชชูชั้นเดียวเพื่อประหยัดต้นทุน เนื่องจากไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เน้นความหรูหราในราคาที่ทุกคนจ่ายได้
8.เลือกพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคู่ค้า หรือองค์กรที่ให้ทำงานรับใช้สังคม เนื่องจากการจับมือร่วมกันเป็นโอกาสที่ดีจะได้แนะนำสินค้าสู่กลุ่มลูกค้าใหม่
9.คงเส้นคงวา คุณภาพของการบริการและสินค้าของทุกสาขาจากบริษัทเดียวกันต้องเหมือนกัน อย่างที่ลูกค้าของสตาร์บัคส์สามารถดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติเหมือนเดิมไม่ว่าจะซื้อจากสาขาไหนในโลก
10.กลมกลืนกับชุมชน นอกจากรสชาติกาแฟทุกแก้วจะเหมือนกันแล้ว สตาร์บัคส์ยังใช้กลยุทธ์เข้าถึงแต่ละชุมชนที่ไปเปิดร้านด้วยการทำตัวให้เข้ากับท้องที่นั้นๆ จนเกือบจะเป็นแบรนด์ของท้องถิ่นมากกว่าแบรนด์จากต่างชาติ
11.มีผู้นำที่ดี ผู้บังคับบัญชาการทัพที่ดีจะสามารถนำพา "ทหาร" ทั้งกองทัพไปสู่ชัยชนะอย่างงดงาม
12.กล้าคิดต่าง ในขณะที่บางคนกลัวว่ากลยุทธ์ "เปิดร้านทุกมุมถนน" จะเป็นการแย่งลูกค้ากันเอง ด้วยการวางหมากในจุดสำคัญ เพื่อเปิดทางไม่ให้รายอื่นเข้ามาชิงพื้นที่ โฮวาร์ด ซูลท์ส CEO ของ
สตาร์บัคส์ สรุปว่า แม้การทำส่ิงที่บริษัทอื่นไม่อาจเป็นการเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็คุ้มค่ากับการลองเสี่ยง หากนั่นจำนำมาซึ่งผลกำไรของบริษัท
พอลเซน
ถ้าดูจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศเดนมาร์ก แม้จะอิงกับแรงงานอพยพอยู่ไม่น้อย แต่ก็ค่อนข้างมั่นคงอยู่อันดับที่ 21 ของโลก และแม้ไม่มีธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่ก็มีกิจการที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้ มีไทคูนที่มีระดับความมั่งคั่งเป็นที่น่าจับตามอง และในระดับท็อป 5 ของมหาเศรษฐียังไม่มีผู้อพยพติดอยู่ในกลุ่มนี้ซึ่งต่างจากประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปที่มีผู้อพยพมีบทบาทมากขึ้่นในทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในไทคูนที่เป็นดาวเด่นของเดนมาร์ก คือ อันเดอร์ส ฮอล์ค พอลเซน เขามีดีกรีตรงที่เป็นลูกชายของ โทรล ฮอล์ค พอลเซน ผู้ก่อตั้งบริษัท พอลเซน ผู้ผลิตเสื้อผ้ามากกว่า 11 แบรนด์ และเป็นบริษัทสินค้าแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในยุโรป แม้บริษัทอันยิ่งใหญ่จะก่อตั้งโดยพอลเซน ผู้เป็นพ่อ และ เมเรเท เบค พอลเซน ผู้เป็นแม่ เมื่อปี 1975 แต่ทั้งสองกลับล้างมือในอ้างทองคำในปี 2012 และโอนกิจการทั้งหมดให้กับ อันเดอร์ส พอลเซน ลูกชายคนโต (จากทั้งหมดที่มีสองคน) โดย พอลเซน ผู้ถือหุ้นทั้งหมด 100% ทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดของเดนมาร์ก ด้วยวัยเพียง 45 ปีเท่านั้น
ที่จริงแล้ว พอลเซน เริ่มทำงานบริการกับเบสต์เซลเลอร์มาตั้งแต่อายุได้ 28 ปี แต่ใครจะคาดคิดว่าเขาผู้นี้จะเข้ามากุมบริษัทมูลค่าพันล้านในเวลาที่รวดเร็วเกินคาดหมายนี้ หลังจากที่เขารับช่วงกิจการมาได้ปีเดียว พอลเซนก็ได้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่ได้รับแค่มรดกมาเปล่าๆ แต่ยังมีฝีมือในเชิงรุกด้วย โดยได้ซื้อหุ้นของบริษัท Zalando เจ้าของกิจการเสื้อผ้าขายปลีกรายใหญ่ของเยอรมัน จนทำให้เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 3 ของบริษัทนี้ และยังถือหุ้นในสัดส่วน 27% ของ ASOS.com ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ของอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม เจาเคยสร้างความกังวลไม่น้อยให้กับชาวสหราชอาณาจักร เมื่อเขาทุ่มเงินซื้อที่ดินราว 150,000 เอเคอร์ ในสกอตแลนด์ โดยแบ่งซื้อตามพื้นที่ต่างๆ ทำให้เขากลายเป็นเอกสชนที่ถือครองที่ดินในสกอตแลนด์มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 และมากกว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ด้วยซ้ำ ทำให้สือบางแห่งรายงานข่าวอย่างมีอคติว่า การรุกคืบของพอลเซน ในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการบุกอังกฤษอีกครั้งของพวกไวกิ้ง
ในบ้างของตัวเองที่เดนมาร์ก พอลเซนก็อาศัยอยู่ในบ้านพักที่แวดล้อมไปด้วยพื้นที่เกษตรและป่าละเมาะ ทั้งยังซื้อที่ดินในเขตเทือกเขาคาร์ปาเธียนในโรมาเนีย เพื่อกันไว้เป็นพื้นที่สงวนของสัตว์ป่าอีกด้วย ซึ่งตอกย้ำรสนิยมชื่นชอบป่าเขาลำเนาไพรของเขาได้เป็นอย่างดี ขณะนี้ พอลเซนมีทรัพย์สินส่วนตัวสูงถึง 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของเดนมาร์ก และอันดับ 267 ของโลก
เบิรต์ และจอห์น
เสื้อยืดร้อยล้าน
เบิรต์ และ จอห์น เจค็อบส์ สองพี่น้องตัดสินใจร่วมหุ้นกันผลิตเสื้อยืดด้วยเงินลงทุนเพียง 200 เหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ทั้งสองไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเองกำลังสร้างธุรกิจที่ทำเงินถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐในอนาคต
ย้อนกล้บไปในช่วงเริ่มแรก จอห์น ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย กับ เบิร์ต ซึ่งเป็นพนักงานส่งพิซซ่าและครูสอนเล่นสเกต อยากมีกิจการสักอย่างเป็นของตัวเอง จึงคุยกันว่าจะทำอะไรดี ด้วยทั้งคู่ไม่มีความรู้ในการทำธุรกิจมาก่อน แต่ทั้งคู่มีความสามารถทางด้านศิลปะอยู่บ้าง สุดท้ายก็เลยลงเอยที่การขายเสื้อยืดเพราะเป็นวิธีที่ดีที่ดี และประหยัดในการติดต่อสื่อสารกับผู้คนผ่านงานศิลปะของพวกเขา
สองพี่น้องออกแบบลายเพนท์บนเสื้อกันเอง แล้วนำไปขายที่บอสตัน สหรัฐ โดยมีรถตู้เป็นยานพาหนะและดัดแปลงเอาที่นั่งด้านหลังออกสำหรับเป็นที่นอน เพื่อจะได้ประหยัดต้นทุน ช่วงแรกในครอบครัวไม่เห็นด้วยที่ทั้งสองซึ่งจบการศึกษาระดับวิทยาลัย เลือกการขายเสื้อเป็นอาชีพเนื่องจากมองไม่เห็นความก้าวหน้า พอมีหลายเสียงทักท้วงทั้งสองจึงไปสมัครเป็นครูชั่วคราว เพื่อเป็นการหารายได้เสริมอีกทางหนึ่งนอกจากการขายเสื้อ
พอการค้าเริ่มไปได้ดี พี่น้องนักขายเริ่มนำเสนอสินค้าของตัวเองให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรู้จักด้วยการเคาะประตูขายทีละห้อง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้านักศึกษา ชีวิตของสองพี่น้องเจค็อบส์ดำเนินในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ จนผ่านไป 5 ปี การตะเวนขายเสื้อไปเรื่อยเริ่มไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งคู่ตัดสินใจกลับไปยังบอสตันบ้านเกิด โดยที่ยังไม่รู้อนาคตของกิจการที่ปลุกปั้นมากับมือ
จนวันหนึ่ง ทั้งคู่ชวนเพื่อนๆ มาที่อพาร์ทเม้นท์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างการเดินทางไปที่ต่างๆและขอให้เพื่อนช่วยคอมเม้นท์การ์ตูนที่วาดลงบนเสื้อ โดยมีรูปหนึ่งที่ดูสะดุดตา ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งใช้ลายเส้นวาดอย่างง่ายๆ เป็นรูปหน้าคนใส่หมวกเบเรต์ ประดับด้วยร้อยยิ้ม พร้อมข้อความว่า "Life Is Good" ซึ่งเขาตั้งชื่อให้ด้วยว่า เจค และกลายเป็นเครื่องหมายการค้าตั้งแต่นั้นมา
พี่น้องเจค็อบส์นำเจคมาเป็นลายเพนท์บนเสื้อ แล้วนำไปขายที่งานสตรีทแฟร์ในรัฐแมสซาซูเซตจำนวน 48 ตัว ปรากฎว่าขายหมดในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง หลังจากกลับมาได้รับการตอบรับที่ดีอีกครั้ง จึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัท Life Is Good ในปี 1994 โดยเริ่มขายเสื้อและหมวกที่มีลายการ์ตูนเจคทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์จนมีคำสั่งซื้อไม่ขาดสาย จากนั้น จึงมีการเเตกไลน์สินค้า จากเริ่มที่มีเพียงเสื้อและหมวก เป็นการผลิตเครื่องแต่งกายทุกอย่างและเครื่องประดับ
นอกเหนือจากการขายทางออนไลน์แล้ว ปัจจุบันสินค้าของสองพี่น้องถูกส่งไปขายในร้านขายปลีกกว่า 4,500 แห่งทั่วสหรัฐ และในอีก 30 ประเทศทั่วโลก ทำเงินได้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ไม่เคยใช้งบประมาณในการโฆษณาสินค้าสักบาท อาศัยเพียงการบอกปากต่อปากเท่านั้น
เบิรต์ และ จอห์น เจค็อบส์ สองพี่น้องตัดสินใจร่วมหุ้นกันผลิตเสื้อยืดด้วยเงินลงทุนเพียง 200 เหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ทั้งสองไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเองกำลังสร้างธุรกิจที่ทำเงินถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐในอนาคต
ย้อนกล้บไปในช่วงเริ่มแรก จอห์น ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย กับ เบิร์ต ซึ่งเป็นพนักงานส่งพิซซ่าและครูสอนเล่นสเกต อยากมีกิจการสักอย่างเป็นของตัวเอง จึงคุยกันว่าจะทำอะไรดี ด้วยทั้งคู่ไม่มีความรู้ในการทำธุรกิจมาก่อน แต่ทั้งคู่มีความสามารถทางด้านศิลปะอยู่บ้าง สุดท้ายก็เลยลงเอยที่การขายเสื้อยืดเพราะเป็นวิธีที่ดีที่ดี และประหยัดในการติดต่อสื่อสารกับผู้คนผ่านงานศิลปะของพวกเขา
สองพี่น้องออกแบบลายเพนท์บนเสื้อกันเอง แล้วนำไปขายที่บอสตัน สหรัฐ โดยมีรถตู้เป็นยานพาหนะและดัดแปลงเอาที่นั่งด้านหลังออกสำหรับเป็นที่นอน เพื่อจะได้ประหยัดต้นทุน ช่วงแรกในครอบครัวไม่เห็นด้วยที่ทั้งสองซึ่งจบการศึกษาระดับวิทยาลัย เลือกการขายเสื้อเป็นอาชีพเนื่องจากมองไม่เห็นความก้าวหน้า พอมีหลายเสียงทักท้วงทั้งสองจึงไปสมัครเป็นครูชั่วคราว เพื่อเป็นการหารายได้เสริมอีกทางหนึ่งนอกจากการขายเสื้อ
พอการค้าเริ่มไปได้ดี พี่น้องนักขายเริ่มนำเสนอสินค้าของตัวเองให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรู้จักด้วยการเคาะประตูขายทีละห้อง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้านักศึกษา ชีวิตของสองพี่น้องเจค็อบส์ดำเนินในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ จนผ่านไป 5 ปี การตะเวนขายเสื้อไปเรื่อยเริ่มไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งคู่ตัดสินใจกลับไปยังบอสตันบ้านเกิด โดยที่ยังไม่รู้อนาคตของกิจการที่ปลุกปั้นมากับมือ
จนวันหนึ่ง ทั้งคู่ชวนเพื่อนๆ มาที่อพาร์ทเม้นท์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างการเดินทางไปที่ต่างๆและขอให้เพื่อนช่วยคอมเม้นท์การ์ตูนที่วาดลงบนเสื้อ โดยมีรูปหนึ่งที่ดูสะดุดตา ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งใช้ลายเส้นวาดอย่างง่ายๆ เป็นรูปหน้าคนใส่หมวกเบเรต์ ประดับด้วยร้อยยิ้ม พร้อมข้อความว่า "Life Is Good" ซึ่งเขาตั้งชื่อให้ด้วยว่า เจค และกลายเป็นเครื่องหมายการค้าตั้งแต่นั้นมา
พี่น้องเจค็อบส์นำเจคมาเป็นลายเพนท์บนเสื้อ แล้วนำไปขายที่งานสตรีทแฟร์ในรัฐแมสซาซูเซตจำนวน 48 ตัว ปรากฎว่าขายหมดในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง หลังจากกลับมาได้รับการตอบรับที่ดีอีกครั้ง จึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัท Life Is Good ในปี 1994 โดยเริ่มขายเสื้อและหมวกที่มีลายการ์ตูนเจคทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์จนมีคำสั่งซื้อไม่ขาดสาย จากนั้น จึงมีการเเตกไลน์สินค้า จากเริ่มที่มีเพียงเสื้อและหมวก เป็นการผลิตเครื่องแต่งกายทุกอย่างและเครื่องประดับ
นอกเหนือจากการขายทางออนไลน์แล้ว ปัจจุบันสินค้าของสองพี่น้องถูกส่งไปขายในร้านขายปลีกกว่า 4,500 แห่งทั่วสหรัฐ และในอีก 30 ประเทศทั่วโลก ทำเงินได้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ไม่เคยใช้งบประมาณในการโฆษณาสินค้าสักบาท อาศัยเพียงการบอกปากต่อปากเท่านั้น
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
THE CARPADEMP : จงมองหาโอกาสในทุกปัญหา
THE CARPADEMP : จงมองหาโอกาสในทุกปัญหา : แน่นอนครับชีวิตของเรานั้น ไม่มีใครไม่เคยพบเจอกับปัญหา ทุกคนต่างมีปัญหาและมีวิธีการจัดการกับปัญหาท...
-
วันนี้ผมขอนำเสนอในหัวข้อ ทฤษฎี กับ การปฎิบัติ ต่างกันหรือไม่ ถ้าให้เลือกว่า ในองค์กรที่คุณเป็นเจ้าของ คุณจะเจอลุกน้องอยู่ 3 ประเภ...
-
ความอยากของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่มีข้อจำกัดครับ เมื่อคุณคิดอะไรในหัวผมแนะนำครับว่าคุณต้องเขียนมันเป็นภาพในกระดาษ เพราะการเขียนออกมาจะทำใ...









