วันนี้ผมขอพูดวิถีชีวิตแบบเซน ของญี่ปุ่นกันนะครับ 1 ปีไวเหมือนโกโห ผมยอมรับครับว่าผมได้เรียนรู้อะไรมากมายเลย โดยเฉพาะช่วงหลังมานี้ไม่รู้เป็นอะไรผมหลงไหลในความเป็นญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็น
- หลักในการดำเนินชีวิต
- หลักในการทำธุรกิจ
- หลักในความเรียบง่าย
ทุกอย่างมันดูช่างน่าลงตัวแบบบอกไม่ถูกเลย วันนี้ผมขอเล่าเรื่องราวของหมู่ชนบทหมู่บ้านหนึ่งในญี่ปุ่นให้เพื่อนๆฟังกันนะครับ
เมืองแห่งนี้ชื่อ "มิโก๊ะฮาระ" ก่อนที่จะเป็นเมืองดังในญี่ปุ่นย้อนกลับไปหมู่บ้านนี้เป็นเพียงชุมชนเล็กๆชุมชนหนึ่งเป็นที่พักอาศัยของคนแก่วัยเกษียณ ไม่มีวัด ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีโรงเรียน จุดเด่นของที่นี้คือ มีข้าวที่มีรสชาติที่เหนือกว่าที่อื่น
จุดเริ่มต้นเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของข้าราชการผู้หนึ่ง ท่านชื่อว่า "ทากาโน๊ะ โจเซน" แนวคิดของท่านคือคิดว่าจะทำอย่างไรให้เมืองนี้เป็นที่น่าสนใจและสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่ท่านเป็นผู้นำ ท่านก็นึกได้ว่าที่นี้มีจุดเด่นคือข้าว ความหมายของมิโก๊ะฮารา แปลว่า เทพเจ้า ก็เลยเกิดแนวคิดจะเอาชื่อเมืองแห่งนี้ตั้งเป็นชื่อข้าว ภายใต้ชื่อ "ข้าวของเทพเจ้า"
จากนั้นท่านก็เขียนหนังสือถึงสมเด็จพระสันตะปาปาเพื่อให้ท่านได้ลองมาชิมข้าวที่หมู่บ้านแห่งนี้ ต้องยอมรับในความพยายามของท่านมาก ท่านได้ใช้พยายามหลายครั้งในการเขียนจดหมาย จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
เรามาดูวิธีปลูกเบื้องต้นครับ
ข้าวมิโก๊ะฮารา
ระยะเวลาในการปลูก : 1 ปีน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก : ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล เป็นน้ำจากน้ำแข็งจากหิมะที่ละลาย+น้ำใต้ พิภพ
อุณหภูมิ : 16 องศา
มีคนถามท่านว่าในเมื่อขายดีทำไมไม่เพิ่มการผลิตแต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ คุณทากาโน๊ะ ตอบว่า ชาวบ้านที่นี่เน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ โดนใจผมมากเลยครับยุคแห่งทุนนิยมนี้ผู้คนมักสนใจแต่ความมั่งคั่งร่ำรวยจนลืมนึกถึง คุณภาพของตัวสินค้า เพราะในท้ายที่สุดคุณภาพคือสิ่งที่สะท้อนทุกอย่าง
แต่ที่น่าสนใจก็คือ หลักการตลาดของท่านทากาโน๊ะ คือ เวลาที่มีคนมาถามซื้อข้าวท่านก็จะบอกว่าข้าวของมิโก๊ะฮาระหมดแล้ว อยากได้ต้องไปที่ห้างสรรพสินค้าในเมือง แท้จริงแล้วข้าวไม่ได้หมดแต่เป็นหลักการตลาดที่เยี่ยมมาก เมื่อคนเข้าไปถามมากเข้าทางห้างก็ติดต่อเข้ามาเอง เยี่ยมจริงๆ
นอกจากเมืองแห่งนี้ขายข้าวแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่นๆขายด้วย เช่น ผักผลไม้ปลอดสารพิษ ร้านกาแฟ และอื่นๆ เห็นอย่างนี้นะครับในแต่ละปีมีคนเข้ามาศึกษาดูงานในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 70,000 - 100,000 คนเลยทีเดียว
นี่ก็เป็นเรื่องราวที่สะท้อนความคิดของผู้นำชุมชนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการพัฒนาชุมชนที่ท่านอาศัยอยู่ด้วยความจริงใจ อยากให้ประเทศไทยเราดูผู้นำแบบนี้เป็นตัวอย่างประเทศชาติของเราจะได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติอีกต่อไป



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น