ที่มา: https://tokyobling.wordpress.com
https://gademaru.wordpress.com
ปราชญ์ชาวนาผู้กู้วิกฤติความยากจนของเกษตรกรบนพื้นฐานของหลักคุณธรรม ชายผู้นี้เกิดในตระกูลชาวนาที่ยากจน ตอนอายุ 14 พ่อเสียชีวิตลง และอีก 2 ปีต่อมาแม่ก็เสียชีวิตตาม ทำให้ Ninomiya ต้องไปอยู่กับลุง
เขาพยายามช่วยเหลืองานลุงเท่าที่จะทำได้เนื่องจากเขายังเด็ก ไม่สามารถทำงานของผู้ใหญ่ได้ แต่ก็ได้ช่วยเหลืองานลุงจนดึกตลอดมา เมื่ออาศัยอยู่กับลุงได้ระยะหนึ่ง เขาคิดว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญจึงค่อยๆ หัดอ่านหนังสือ
หนังสือที่เขาอ่านในตอนนั้นคือ หนังสือ "Great Learning" ของขงจื้อ เมื่อลุงพบว่าเขาใช้ตะเกียงน้ำมันอ่านหนังสือในตอนกลางคืนลุงโกรธมาก เนื่องจากน้ำมันตะเกียงมีราคาแพง เขาก็รับฟังและหยุดอ่านหนังสือ จนกว่าจะหาน้ำมันมาใช้อ่านหนังสือตอนกลางคืนได้โดยไม่ต้องรบกวนน้ำมันของลุง
ในปีนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจปลูกพืชตรงที่ดินผืนเล็กๆ ริมแม่น้ำภายในไม่กี่เดือนเขาก็เก็บเมล็ดไปขายแลกกับน้ำมันตะเกียง เขาอ่านหนังสือตอนกลางคืนได้โดยไม่ต้องรบกวนน้ำมันของลุง ทว่าลุงก็โกรธอีก การอ่านหนังสือไม่เห็นสร้างประโยชน์อะไรกับการงาน เวลาของหลาน ก็คือ เวลาของลุงต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาใช้เวลาที่เดินไปกลับที่พักกับแปลงนาในการอ่านหนังสือ เขาได้เรียนรู้วิธีการทำการเกษตร ได้เรียนรู้ปรัชญาขงจื้อ ซึ่งความรู้เหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ของเขาในเวลาต่อมา
จากประสบการณ์ในการปลูกพืชเพื่อแลกน้ำมันในครั้งนั้น ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า "หวานพืชอย่างไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น" เขาแปลงบ่อน้ำแห่งนี้มาเป็นที่นาย่อมๆ ค่อยๆพรวนดิน ค่อยๆหว่านเมล็ดข้าว ทดลองทำการเกษตรแบบใหม่ตามที่ได้ศึกษาในฤดูใบไม้ร่วงถัดมา เขาได้ข้าวถึงสองกระสอบจากพื้นดินเล็กๆแห่งนั้น
เมื่อเขาโตขึ้นและพอมีอิสระ เขาออกจากบ้านลุงและกลับไปบ้านพ่อแม่ จากนั้นเขาพัฒนาที่ดินรกร้างตรงนั้นให้กลายมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมดั่งที่เขาพัฒนาแอ่งน้ำร้างในหมู่บ้านเริ่มสะสมทุนและเริ่มมีฐานะ
เรื่องที่เขาพัฒนาที่ดินดังไปถึงเจ้าเมือง ซึ่งกำลังกลุ้มใจเรื่องหมู่บ้านบางแ่หงซึ่งไม่สามารถส่งภาษี่ข้าวได้มากเหมือนแต่ก่อน หมู่บ้านเหล่านี้เคยอุดมสมบูรณ์ประชากรอยู่เยอะ แต่เมื่อคนใช้พื้นที่เพาะปลูกเยอะดินเริ่มเสีย คนก็เริ่มย้ายออกไป ปล่อยให้ดินรกร้าง คนที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านก็เป็นคนขี้เกียจทำไร่ทำนาบางคนก็เป็นขโมย
ท่านเจ้าเมืองจึงขอให้เขามาช่วยพัฒนาหมู่บ้านเหล่านี้ ท่านอ้อนวอนถึง 3 ปีเขาจึงตกลงรับคำ เมื่อไปถึงหมู่่บ้าน เขาสังเกตชีวิตความเป็นอยู่ เดินเข้าไปคุยกับชาวบ้านแต่ละบ้าน เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่พอจะทำการเกษตรได้บ้าง
เขารายงานท่านเจ้าเมืองว่า "การส่งเงินช่วยเหลือ หรือการละเว้นภาษีไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนน้ได้และควรยกเลิกการช่วยเหลือการเงินเสีย" เขามองว่าทุกคนต้องใช้แรง ใช้พลังของตัวเองในการดิ้นรนเพื่อหลุดจากบ่วงความจนนั้นได้ เขาสอนให้ชาวบ้านอดทนอุตสาหะในการทำงาน เขาสอนให้ชาวบ้านรู้จักการช่วยเหลือตัวเอง ค่อยๆทำเป็นตัวอย่างให้ดู ทั้งวิธีการปลูกพืช และวิธี ขยัน
เขาตื่นมาทำงานก่อนใครและกลับดึกที่สุด เขานอนเพียงวันละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ความมานะบากบั่นของเขาและการมุ่งปฎิรูปหมู่บ้านอย่างแท้จริง จิตใจที่ทำเพื่อชาวบ้านอย่างแท้จริง ทำให้ชาวบ้านหันมาหยิบจอบปลูกพืชผักทำนาตาม
กำนันคนหนึ่งแจ้งเขาว่ามีชายคนหนึ่งทำงานขยันขันแข็ง คนเดียวทำงานได้เท่ากับคน 3 เท่าเราน่าจะให้รางวัลเขา เขารู้ว่าตลอดเวลาเขาทำงานหนักมาตลอดเวลาไม่มีทางที่คนคนหนึ่งจะทำงานได้มากขนาดนั้น
เขาจึงให้ชายผู้นั้นทำงานต่อหน้า ปรากฎว่าชายคนนั้นทำไม่ได้อย่างที่เคย โม้ ไว้เขาสารภาพว่า ตนทำงานหนักแค่ตอนที่เจ้าหน้าทีรัฐมาดูงานเท่านั้น ในทางกลับกัน เมื่อถึงช่วงสิ้นฤดูกาลเขากลับตบรางวัลให้ชายแก่คนนั้นอย่างงดงาม
ในสายตาคนอื่น ชายแก่ผู้นี้เป็นชายแก่แรงน้อยเขาทำงานได้แค่ขุดรากวัชพืชออก ไม่ได้เป็นงานสลักสำคัญอะไรเท่ากับงานอื่น เขาสังเกตทุกคนขณะทำงานมาตลอดว่าเขาทำงานที่ไม่มีใครอยากทำ แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร ไม่ได้พยายามทำตัวเด่น แต่ตั้งอกตั้งใจเพื่อหมู่บ้านจริงๆ รางวัลนี้ ลุงสมควรได้รับแล้ว ความซื้อสัตย์และความขยันขันแข็งในการทำงาน ทำให้ท่านสมควรได้รับรางวัลตอบแทนบ้าง
ชายแก่ผุ้ไม่เคยมีใครเหลี่ยวแลเอาแขนเสื้อเช็ดน้ำตาเองสวรรค์มีตาจริงๆ อ่านเรื่องราวนี้ทำให้รู้เลยว่าผู้นำที่ดึเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวต่อไปได้อย่างไม่หยุด ทุกการกระทำ ทุกความคิด ล้วนส่งผลให้ตัวผู้นำเป็นบุคคลตนแบบให้กับคนในชุมชนได้ ผมสัญญาครับว่าผมจะนำเขาไปเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น