Co working ที่ทำงานของคนรุ่นใหม่
เรื่องราวของเจย์ ไมสตริช เป็นหนึ่งรูปแบบการทำงานที่น่าสนใจ และได้รับความนิยมมากในอาชีพอิสระ อาทิ นักพัฒนาซอร์ฟแวร์ (เช่นเขาเอง) ดีไซเนอร์ นักเขียน นักข่าว วิศวกร ที่การท่องเที่ยวในสถานที่ใหม่ๆ เก้ื้อกูลผลลัพธ์ของหน้าที่การงานมาก ผู้ก่อตั้ง moo.do เผยว่า สำหรับเขาแล้วการท่องเที่ยวถือเป็นคุณูปการสำคัญที่ทำให้เกิดเว็บไซต์ บริษัท รายได้ แม้กระทั่งความคิดอ่านของเขาเองด้วย
นอกเหนือกจากการท่องเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วย อีกสไตส์การทำงานที่ได้ครับความนิยมในช่วงหลายปีนี้คือ การแชร์พื้นที่ทำงานหรือ Co working ส่วนมากเป็นกลุ่มคนประกอบอาชีพอิสระที่นำงานออกมาทำนอกบ้าน เช่นตามร้านกาแฟ โดยแนวคิดดังกล่าวได้พัฒนาเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ หาที่ทำงานเงียบๆ ร่วมกัน ในเวลาต่อมาคิดค่าใช้จ่ายเป็นชั่วโมง วัน สัปดาห์ หรือ เดือน แล้วแต่เจ้าของสถานที่จะกำหนด โดยมีอุปกรณ์สำนักงานส่วนกลางอำนวยความสะดวก และมุมเครื่องดื่มเล็กๆ ไว้บริการ
หนึ่งปีที่แล้วเจย์ ไมสตริซไอทีจากบริษัทไมโครซอฟท์บอกลาตำแหน่งงานของตัวเอง ขายและแจกจ่ายทรัพย์สินที่มีอยู่ทุกอย่าง เพื่อออกเดินทางไปใช้ในที่ต่างๆ พร้อมกับเป้สัมภาระแบ็กแพ็กอัดของใช้จำกัด 40 กก.เท่านั้น
ตลอด 1 ปีี่ผ่านมา เขาเดินทางไปเยือนที่ใหม่ๆ 45 เมือง ใน 20 ประเทศพร้อมๆกับทำงาน 50 ชม ต่อสัปดาห์จนสร้าง moo.do เว็ปไซต์สำหรับจัดระเบียบข้อมูล และความเรียบง่ายของชีวิต เสมือนผู้จัดการส่วนตัวบนหน้าจอ ซึ่งกำลังได้รับเสียงตอบรับที่ดีโดยเฉพะผู้ที่ทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่
อย่างไรก็ดี แอพพลิเคชั่นนี้เกือบไม่ได้เกิดขึ้น เพราะเมื่อ 3 ปีก่อน ช่วงที่เข้าย้ายกับมาเมืองซานฟรานซิสโก หลังลาออกจากงานที่ไมโครซอฟท์เพื่อพัฒนาโปรดักต์ของตัวเอง เขาได้ลองเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ตามคำแนะนำของเพื่อนที่บอกว่า เขาไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่กับที่ ทว่าเขาก็รู้สึกว่า 6 เดือนต่อมาเขาก็รู้สึกได้ว่า การตระเวนไปนู่นนี่อย่างไร้จุดหมายไม่ตร้งกับเป้าหมายของเขา จึงกลับมาที่ซานฟรานซิสโก เพื่อตั้งหลักใหม่
ระหว่างนั้นเอง เพื่อนของเขาคนเหนึ่งได้ชวนไปนิวยอร์ก และระหว่างอยู่ที่นั่นเขากลับมีไอเดียงานพลุ่งพล่าน ซึ่งเมื่อเดินทางไปลอนดอนช่วงเวลาสั้นๆ ในเดือนต่อมา ก็ให้ผลเรื่องงานดีเช่นกัน เขาจึงเริ่มเข้าใจสไตส์การทำงานที่ต้อง "เดินทางแบบมีเป้าหมายและวินัย" ของตัวเอง จนได้ moo.do มาในช่วงปีที่แล้วและประสบการณ์ส่วนตัวที่น่าสนใจจากการท่องเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วย
1.การเดินทางมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการอยู่กับที่ เนื่องจาก ไมสตริช มาจากเมืองที่มีค่าครองชีพสูง การย้ายตัวเองไปทำงานในที่ต่างๆ จึงได้เปรียบกว่าปกติ อาทิค่าเช่าในเมืองซานฟรานซิสโก ถ่ิ่นที่ตั้งแดนไอที ซิลิคอน วัลเลย์ สูงถึง 3,120 เหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับเมืองซีแอตเทิลที่มีค่าใช้จ่ายเพียง 1,800 เหรียญสหรัฐ ค่าใช้จ่ายยังเหลือเพียง 641 เหรียญสหรัฐเท่านั้น เมื่อเขาย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากในการนำค่าเช่าในซานฟรานซิสโกบางส่วนมาเปลี่ยนเป็นค่าตั๋วเครื่อ่งบิน แล้วได้บรรยากาศ ผู้คนประสบการณ์ใหม่ๆ กลับมาแทน
2.การเดินทางช่วยให้งานเดินหน้า การเดินทางช่วง 6 เดือนแรกที่ให้ผลเรื่องงานเข้าขั้นล้มเหลว เกิดจากการที่เขาทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวเต็มตัว สนใจแต่การสัมผัสสิ่งใหม่ๆในแง่บันเทิงผ่อนคลาย แต่ไม่มีเป้าหมายการทำงานในหัวเลย หลังจากกลับมาตั้งหลัก เขาจึงตั้งกฎการทำงานการท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของตัวเอง ปรากฎว่า ประสบการณ์ใหม่ที่เขาได้เจอนั้นกลายเป็นเชื้อเพลิงทางความคิดที่เข้ามาสู่สมองของเขา ซึ่งแน่นอนว่า ช่วยให้เขาไม่ยึดติดอยู่กับกิจวัตรเดิมๆ เช่นคิดโลกสังคมออนไลน์ จนได้เป็นงานในเชิงสร้างสรรค์ที่เขาอยุ่ทุกวันนี้
3.ไม่ยึดถือเวลาเข้างานตามปกติ เขาเผยว่า เขามักใช้เวลากับสิ่งต่างๆรอบตัว เดินทางไปดูสถานที่ พบผู้คนช่วงกลางวัน ก่อนจะกลับมาทำงานช่วงกลางคืน การไปพักอาศัยในสถานที่ใหม่ๆ เพื่ิมความรู้สึกตื่นเต้นอยากออกไปค้นหา ไปทำความรู้จักกับโลกภายนอก และเกือบทุกครั้งที่ออกไป เขามักจะได้แนวคิดใหม่กลับมาทำงานเสมอ ส่งผลให้เขาทำงานได้ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ และเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ต่อวันที่มีคุณภาพด้วย
4.เข้าใจผู้คนมากขึ้น งานด้านเทคโนโลยีที่เขาทำอยู่นั้น เกี่ยวข้องและเข้าถึงผู้คนทุกเพศทุกวัย และทุกสถานที่นักไอทีไฟแรงจึงมองว่า เป็นเรื่องที่ดีที่เขาได้ออกเดินทางไปเจอผู้คน ไปทำความรู้จักและพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นในเวลาเดียวกัน เขายังได้เรียนรู้ปัญหาที่ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองจึงจะเข้าใจ และความเข้าใจในเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับงานของเขา ที่มีขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาความยุ่งยากของการใช้ชีวิตผู้คน
เรื่องราวของเจย์ ไมสตริช เป็นหนึ่งรูปแบบการทำงานที่น่าสนใจ และได้รับความนิยมมากในอาชีพอิสระ อาทิ นักพัฒนาซอร์ฟแวร์ (เช่นเขาเอง) ดีไซเนอร์ นักเขียน นักข่าว วิศวกร ที่การท่องเที่ยวในสถานที่ใหม่ๆ เก้ื้อกูลผลลัพธ์ของหน้าที่การงานมาก ผู้ก่อตั้ง moo.do เผยว่า สำหรับเขาแล้วการท่องเที่ยวถือเป็นคุณูปการสำคัญที่ทำให้เกิดเว็บไซต์ บริษัท รายได้ แม้กระทั่งความคิดอ่านของเขาเองด้วย
นอกเหนือกจากการท่องเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วย อีกสไตส์การทำงานที่ได้ครับความนิยมในช่วงหลายปีนี้คือ การแชร์พื้นที่ทำงานหรือ Co working ส่วนมากเป็นกลุ่มคนประกอบอาชีพอิสระที่นำงานออกมาทำนอกบ้าน เช่นตามร้านกาแฟ โดยแนวคิดดังกล่าวได้พัฒนาเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ หาที่ทำงานเงียบๆ ร่วมกัน ในเวลาต่อมาคิดค่าใช้จ่ายเป็นชั่วโมง วัน สัปดาห์ หรือ เดือน แล้วแต่เจ้าของสถานที่จะกำหนด โดยมีอุปกรณ์สำนักงานส่วนกลางอำนวยความสะดวก และมุมเครื่องดื่มเล็กๆ ไว้บริการ
หนึ่งปีที่แล้วเจย์ ไมสตริซไอทีจากบริษัทไมโครซอฟท์บอกลาตำแหน่งงานของตัวเอง ขายและแจกจ่ายทรัพย์สินที่มีอยู่ทุกอย่าง เพื่อออกเดินทางไปใช้ในที่ต่างๆ พร้อมกับเป้สัมภาระแบ็กแพ็กอัดของใช้จำกัด 40 กก.เท่านั้น
ตลอด 1 ปีี่ผ่านมา เขาเดินทางไปเยือนที่ใหม่ๆ 45 เมือง ใน 20 ประเทศพร้อมๆกับทำงาน 50 ชม ต่อสัปดาห์จนสร้าง moo.do เว็ปไซต์สำหรับจัดระเบียบข้อมูล และความเรียบง่ายของชีวิต เสมือนผู้จัดการส่วนตัวบนหน้าจอ ซึ่งกำลังได้รับเสียงตอบรับที่ดีโดยเฉพะผู้ที่ทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่
อย่างไรก็ดี แอพพลิเคชั่นนี้เกือบไม่ได้เกิดขึ้น เพราะเมื่อ 3 ปีก่อน ช่วงที่เข้าย้ายกับมาเมืองซานฟรานซิสโก หลังลาออกจากงานที่ไมโครซอฟท์เพื่อพัฒนาโปรดักต์ของตัวเอง เขาได้ลองเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ตามคำแนะนำของเพื่อนที่บอกว่า เขาไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่กับที่ ทว่าเขาก็รู้สึกว่า 6 เดือนต่อมาเขาก็รู้สึกได้ว่า การตระเวนไปนู่นนี่อย่างไร้จุดหมายไม่ตร้งกับเป้าหมายของเขา จึงกลับมาที่ซานฟรานซิสโก เพื่อตั้งหลักใหม่
ระหว่างนั้นเอง เพื่อนของเขาคนเหนึ่งได้ชวนไปนิวยอร์ก และระหว่างอยู่ที่นั่นเขากลับมีไอเดียงานพลุ่งพล่าน ซึ่งเมื่อเดินทางไปลอนดอนช่วงเวลาสั้นๆ ในเดือนต่อมา ก็ให้ผลเรื่องงานดีเช่นกัน เขาจึงเริ่มเข้าใจสไตส์การทำงานที่ต้อง "เดินทางแบบมีเป้าหมายและวินัย" ของตัวเอง จนได้ moo.do มาในช่วงปีที่แล้วและประสบการณ์ส่วนตัวที่น่าสนใจจากการท่องเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วย
1.การเดินทางมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการอยู่กับที่ เนื่องจาก ไมสตริช มาจากเมืองที่มีค่าครองชีพสูง การย้ายตัวเองไปทำงานในที่ต่างๆ จึงได้เปรียบกว่าปกติ อาทิค่าเช่าในเมืองซานฟรานซิสโก ถ่ิ่นที่ตั้งแดนไอที ซิลิคอน วัลเลย์ สูงถึง 3,120 เหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับเมืองซีแอตเทิลที่มีค่าใช้จ่ายเพียง 1,800 เหรียญสหรัฐ ค่าใช้จ่ายยังเหลือเพียง 641 เหรียญสหรัฐเท่านั้น เมื่อเขาย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากในการนำค่าเช่าในซานฟรานซิสโกบางส่วนมาเปลี่ยนเป็นค่าตั๋วเครื่อ่งบิน แล้วได้บรรยากาศ ผู้คนประสบการณ์ใหม่ๆ กลับมาแทน
2.การเดินทางช่วยให้งานเดินหน้า การเดินทางช่วง 6 เดือนแรกที่ให้ผลเรื่องงานเข้าขั้นล้มเหลว เกิดจากการที่เขาทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวเต็มตัว สนใจแต่การสัมผัสสิ่งใหม่ๆในแง่บันเทิงผ่อนคลาย แต่ไม่มีเป้าหมายการทำงานในหัวเลย หลังจากกลับมาตั้งหลัก เขาจึงตั้งกฎการทำงานการท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของตัวเอง ปรากฎว่า ประสบการณ์ใหม่ที่เขาได้เจอนั้นกลายเป็นเชื้อเพลิงทางความคิดที่เข้ามาสู่สมองของเขา ซึ่งแน่นอนว่า ช่วยให้เขาไม่ยึดติดอยู่กับกิจวัตรเดิมๆ เช่นคิดโลกสังคมออนไลน์ จนได้เป็นงานในเชิงสร้างสรรค์ที่เขาอยุ่ทุกวันนี้
3.ไม่ยึดถือเวลาเข้างานตามปกติ เขาเผยว่า เขามักใช้เวลากับสิ่งต่างๆรอบตัว เดินทางไปดูสถานที่ พบผู้คนช่วงกลางวัน ก่อนจะกลับมาทำงานช่วงกลางคืน การไปพักอาศัยในสถานที่ใหม่ๆ เพื่ิมความรู้สึกตื่นเต้นอยากออกไปค้นหา ไปทำความรู้จักกับโลกภายนอก และเกือบทุกครั้งที่ออกไป เขามักจะได้แนวคิดใหม่กลับมาทำงานเสมอ ส่งผลให้เขาทำงานได้ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ และเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ต่อวันที่มีคุณภาพด้วย
4.เข้าใจผู้คนมากขึ้น งานด้านเทคโนโลยีที่เขาทำอยู่นั้น เกี่ยวข้องและเข้าถึงผู้คนทุกเพศทุกวัย และทุกสถานที่นักไอทีไฟแรงจึงมองว่า เป็นเรื่องที่ดีที่เขาได้ออกเดินทางไปเจอผู้คน ไปทำความรู้จักและพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นในเวลาเดียวกัน เขายังได้เรียนรู้ปัญหาที่ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองจึงจะเข้าใจ และความเข้าใจในเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับงานของเขา ที่มีขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาความยุ่งยากของการใช้ชีวิตผู้คน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น